
พสกนิกรเข้ากราบพระบรมศพเนืองแน่น ก่อนปิด 20-21 ม.ค.
สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ วันที่ 17 มกราคม 52,884 คน ประชาชนทุกภูมิภาค มาเข้าแถวรอตั้งแต่กลางดึกอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อวันที่ 18 มกราคม สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 17 มกราคม หลังปิดการเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 23.45 น. จากกำหนดเดิมในเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอคิวกราบพระบรมศพ ในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมากว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 52,884 คน รวม 78 วัน มียอดสะสม 3,436,403 คน และมีประชาชนถวายเงินร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 4,830,386.75 บาท รวม 78 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 283,739,711.54 บาท
สำหรับบรรยทกาศในวันนี้ สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 04.45 ตลอดทั้งวันมีเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้พิการ เดินทางจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศไม่ว่าจะ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชลบุรี ชุมพร หนองคาย นครปฐม อ่างทองแพร่ เชียงใหม่ สงขลา นครสวรรค์ ฯลฯ มาเข้าแถวรอตั้งแต่กลางดึกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด และมีลมพัดค่อนข้างแรงเป็นระยะ
นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ว่ารู้สึกภาคภูมิใจที่หัวหน้าหน่วยภาคประชาชนได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ และปลื้มปิติที่สำนักพระราชวังอนุญาตให้พวกเราได้เข้าถวายความอาลัยในหลวง ร.9 ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด พวกเราทุกคนควรจะได้มาแสดงความอาลัย ซึ่งที่ผ่านมาในการประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุก ๆ เดือน ตัวเองก็จะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ฟังเพื่อนำไปปรับใช้ และแนะนำชาวบ้าน โดยให้ทุกหมู่บ้านมีโครงการเศรษฐกิจพอเพียง และพูดถึงการดูแลแหล่งน้ำ การดูแลรักษาดิน ดูแลป่าไม้ การปลูกพืชให้เหมาะสมกับดินตามที่ในหลวง ร.9 ท่านทรงแนะนำไว้
นางสังวาลย์ พวงสมบัติ อายุ 82 ปี และสามีนายวิชาญ พวงสมบัติ วัย 82 ปี ชาว ต.โกรกพระ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เดินทางมาพร้อมกับคณะเทศบาลตำบล บอกว่า ถึงจะป่วยเป็นโรคเบาหวาน และโรคความดันสูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยขา แต่ใจสู้จึงมาได้ อยากมากราบบังคมพระบรมศพพระองค์ท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะอายุมากแล้ว เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ในหลวง ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงเปิดโรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ ตัวเองและสามีไปรับเสด็จด้วย ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลแห่งนี้มีประโยชน์อย่างมากมีประชาชนไปรับการรักษาวันหนึ่งเป็นพันคน และเขื่อนภูมิพล ถึงแม้จะตั้งอยู่ที่ จ.ตาก แต่คนนครสวรรค์ก็ได้ประโยชน์ถึงกัน เรื่อยลงมาจนถึง จ.ชัยนาท นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้
นายสมบัติ แรตสันเที๊ยะ อายุ 45 ปี ชาวบ้านดอนขวาง ต.ทัพรั้ง อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา เผยว่า เดินทางมาพร้อมเพื่อนบ้านรวม 180 คน เหมารถบัสออกจากหมู่บ้านเวลา 3 ทุ่ม มาถึงบริเวณท้องสนามหลวงตอนเที่ยงคืน นั่งพักรอเข้าคิวค่อนข้างนาน และได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพตอน 8 โมงเช้า วินาทีแรกที่ได้เข้าไปภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รู้สึกดีใจมาก เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มา รักและเทิดทูนในหลวง ร.9 มาก ท่านชี้นำพวกเราได้ทุกๆ เรื่อง ให้รู้จักทำมาหากิน มีอาชีพเลี้ยงตัว อย่างเรื่องทำนาทำไร่ ไม่มีน้ำท่า ท่านก็พยายามหามาให้ ที่หมู่บ้านดอนขวางมีปัญหาเรื่องฝนแล้ง ไม่มีแหล่งเก็บน้ำได้ยินว่าทางการรับคำสั่งให้จัดหาอ่างเก็บน้ำมาให้ประชาชน แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศแถวนี้เป็นที่ราบสูงลุ่มๆ ดอนๆ ไม่เอื้ออำนวยทำให้สร้างอ่างเก็บน้ำยาก จึงแก้ปัญหาด้วยการพยายามฝันน้ำในคลองธรรมชาติที่ไหลผ่านหมู่บ้านมาเก็บกักไว้แทน ทำให้พอที่จะทีน้ำไว้เพาะปลูก อีกเรื่องที่ยึดแนวพระราชดำริมาใช้ตลอดคือเรื่องทำการเกษตรด้วยปุ๋ยชีวภาพ ลดสารเคมีโดยไม่จำเป็น ถึงต้นทุนจะสูงหน่อยแต่ผลระยะยาวดีกว่าสารเคมี ผลผลิตก็ดีกว่าด้วย
ขณะที่นางกิตติมาภรณ์ หวง อายุ 46 ปี ชาวหนองคายที่ไปใช้ชีวิตและมีครอบครัวที่ประเทศไต้หวันเป็นเวลา 20 ปี เดินทางมาพร้อมเพื่อนนางสุพรรณา วัลลิภากร จากเขตสายไหม กรุงเทพฯ กล่าวว่า มาเข้าแถวตั้งแต่เวลา 04.30 น. รอเข้ากราบ 4-5 ชม. ถือว่าไม่นาน เพราะจากที่ติดตามข่าวและเพื่อนๆ ที่มากราบต้องรอนานกว่านี้ แต่ก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาเป็นอย่างดี แม้ต้องรอนานกว่านี้ก็รอได้ เพราะตั้งใจอยากมากราบพระบรมศพสักครั้งในชีวิต นาทีที่ได้เข้ากราบก็มีความสุขใจที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ท่าน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้เฝ้าฯ รับเสด็จ แม้ทราบว่าท่านเสด็จฯ มาที่จังหวัด แต่ด้วยถนนหนทางและความยากจนของครอบครัวจึงไม่สามารถเดินทางมาได้ และเนื่องด้วยช่วงที่เดินทางกลับมาทำบุญ 100 วันคุณพ่อ และเพื่อดูแลคุณแม่ เลยตั้งใจว่ากลับมาครั้งนี้ต้องมากราบพระองค์ท่านให้ได้
“เราเกิดในรัชกาลที่ 9 เห็นพระองค์ทรงงานตามถิ่นทุรกันดารมาตั้งแต่เด็ก จึงได้เห็นว่าที่เราอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะท่าน อย่างน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้หากยังพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ก็จะทรงเป็นขวัญกำลังใจและเสาหลักให้ประชาชนได้ยึดเหนี่ยว นอกจากนี้ได้มีโอกาสไปเที่ยวตามโครงการในพระราชดำริ ล่าสุดได้ไปสถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง มีจัดนิทรรศการเปรียบเทียบผืนป่าให้ดูก่อนที่ท่านจะเสด็จฯ ที่มีแต่ภูเขาหัวโล้น แห้งแล้ง แต่เมื่อท่านเสด็จฯ มาแม้เส้นทางลำบากยากเข็ญเพียงใดก็ทรงมาช่วยพัฒนาจนกลายเป็นป่าไม้แหล้งต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทุกวันนี้จึงยึดหลักความอดทนและสู้งานที่ได้พระองค์เป็นต้นแบบและเป็นแรงกำลังใจเมื่อเราต้องอยู่ไกลบ้าน หางานหาอาชีพหารายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว รวมถึงหลักความพอเพียงพออยู่พอใช้ มีเงินก็เก็บออมอีกส่วน ไม่สร้างหนี้สินเพิ่มเติม ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่นซึ่งจะยิ่งทำให้เราเป็นทุกข์ ” นางกิตติมาภรณ์ กล่าว



