
ปปช.ตรวจสอบทุจริตฝายแม้วได้แล้ว60%
วันที่ 24 ส.ค. นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ในฐานะอนุกรรมการไต่สวนกรณี นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กับพวกทุจริตในโครงการก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน วงเงิน 770 ล้านบาทภายใต้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่า ขณะนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ประสานมาว่าขอรับเรื่องไปดำเนินการเอง เพราะดีเอสไอได้เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว และพบว่าเป็นการปฏิบัติอย่างเป็นขบวนการในระดับเจ้าหน้าที่ ซึ่งการโอนเรื่องไปให้ดีเอสไอสามารถทำได้ตาม ประกาศ คณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประ มุข(คปค. ) ฉบับที่ 31 ขณะนี้ทางป.ป.ช.ก็กำลังรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากดีเอสไออยู่ จากนั้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการป.ป.ช. แต่ถ้าพบว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวกพันกับนักการเมือง ก็จะต้องอยู่ในความดูแลของป.ป.ช.ต่อไป
นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาทางดีเอสไอ ยืนยันว่าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการสร้างฝายแม้วมามากแล้ว และมีการสอบพยานบุคคล และเอกสารต่างๆในพื้นที่ที่เกิดปัญหา หากป.ป.ช.ลงไปดำเนินการก็จะซ้ำที่เดิม
เมื่อถามว่ามีการร้องเรียนให้ตรวจสอบนางอนงค์วรรณ จะเป็นหน้าที่ของป.ป.ช.หรือไม่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การสอบนางอนงค์วรรณ โดยตรง แต่การที่รับร้องเรียนมาให้สอบขบวนการในการทุจริตฝายแม้ว ซึ่งจากการลงพื้นที่จะเห็นการดำเนินการในระดับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ส่วนจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ คงต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะโอนคดีนี้ให้กับดีเอสไอหรือไม่
ส่วนนายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐา นะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เผยความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้งบไม่โปร่งใสของกรมอุทยานฯ ว่า คณะกรรมการฯได้ลงลงพื้นที่สุ่มตรวจฝายแม้วในเขตสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ได้รับงบสร้างฝายแม้วในสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 จ.แพร่ มาตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว และได้สุ่มตรวจฝายแม้วไปแล้วกว่า 60% ขณะนี้เหลือเพียงการตรวจใน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 11 จ.พิษณุโลก เขต 14 จ.ตาก และเขต 16 จ.เชียง ใหม่ ซึ่งตามแผนจะต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน แต่เนื่องจากบางพื้นที่ที่เข้าไปสุ่มตรวจเป็นป่าลึก การเดินทางเข้าถึงจุดก่อสร้างยากลำบาก เช่น แถว จ.แพร่ ต้องนั่งรถไถถึง 2 ชั่ว โมง กว่าจะไปถึงจุดก่อสร้างที่คณะกรรมการฯ อยากสุ่มตรวจ เพราะ จะไม่ตรวจซ้ำกับฝายแม้ว ที่สำนักงานก กา รตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และที่ ป.ป.ช.เคยตรวจเอาไว้แล้ว
ขณะนี้คณะกรรมการฯ เตรียมจะลงพื้นที่สุ่มตรวจฝายแม้วในเขตพิษณุโลก และพื้นที่จ. ตากและเชียงใหม่ ในเดือนก.ย.นี้ ซึ่งเมื่อครบทุกพื้นที่แล้ว คาดว่าในเดือนพ.ย.นี้ จึงจะสรุปเอกสารเสนอต่อนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดทส.ได้ เนื่องจากคณะกรรมการของทส.ตั้งขึ้น หลังจากคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งผลการพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนให้ ทส.ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการดำเนินงานของกรมอุทยานฯ ส่อไปในทางไม่สุจริต ไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม และอาจไม่ถูก ต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยในสัปดาห์หน้าเตรียมจะเชิญอดีตผู้บริหารของกรมอุทยาน และผู้อำนวย การสำนักทั้ง 5 เขตที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะมีคนในกรมอุทยานฯเกี่ยวข้องราว 1 , 000 คนตั้งแต่ระดับบริหาร ระดับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เป็นต้น
เมื่อถามว่าถ้าสรุปข้อมูลแล้วตามขั้นตอนจะเป็นอย่างไร นายวิเชียร กล่าวว่า หลังจากสรุปเอกสาร รายงานให้ปลัดทส.ทราบแล้ว จะมี 2 แนวทาง คือว่าชี้ว่ามีมูล หรือไม่มีมูลตามที่กรรมาธิการป.ป.ช.ส่งข้อมูลให้ตรวจสอบ หากมีมูลทางกระทรวงฯ ก็จะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป อย่างไรก็ตาม แต่จากการลงพื้นที่เบื้องต้นพบว่าการออกไปสุ่มตรวจในจุดต่างๆโดยไม่แจ้งล่วงหน้ากับพื้นที่ ก็พบมีฝายตามพิกัดที่ระบุว่ามีการก่อสร้างจริง ทั้งนี้คณะกรรมการฯได้ถ่ายรูปและตรวจสอบเพื่อเก็บหลักฐานประกอบการตรวจสอบ อีกทั้งเท่าที่ดูในพื้นที่ฝายส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดี มีเพียง 2-3 แห่งที่พังเพราะน้ำท่วมหนักเท่านั้น



