
ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ลั่น ! เดิมพันคดี “ครูแพะ”
แถลงการณ์ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ประกาศเดิมพันคดี “ครูแพะ” หากเป็นแพะจริงพร้อมถูกฟ้องดำเนินคดี-เลิกชมรม ยันไม่เคยรับเงินตร.แต่ทำเพื่อความยุติธรรม
ความคืบหน้ากรณีการร้องเรียนรื้อคดีอาญาของ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน และได้รับอภัยโทษเมื่อปี 2558 รวมติดคุก 1 ปี 6 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดเมื่อปี 2548 จากนั้นได้เดินทางไปร้องเรียนที่กระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอให้รื้อคดีขึ้นมาไต่สวนใหม่ เนื่องจากไม่ได้กระทำผิดต้องตกเป็นแพะรับบาปในคดีนี้
ขณะที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวมีการจัดฉากทำเป็นขบวนการ และอาจเกี่ยวโยงกับแก๊งรับจ้างติดคุก ซึ่งกำลังดำเนินสอบสวนในรายละเอียด พร้อมระบุว่าคดีของครูจอมทรัพย์ได้ทำสำนวนถูกต้อง และพร้อมฟ้องกลับหากทำให้องค์กรตำรวจเสียหาย
ล่าสุด เมื่อคืนที่ผ่านมา (16 ม.ค.) เพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่ออกมาระบุว่าการรื้อฟื้นคดีครูจอมทรัพย์มีการทำเป็นขบวนการและพร้อมจะนำหลักฐานออกมาแฉนั้น ได้โพสต์ข้อความอีกครั้งในลักษณะเดิมพันในคดีนี้
ข้อความระบุว่า "แถลงการณ์ !! จากชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เรื่อง คดีครูที่ตกเป็นแพะ ซึ่งทางชมรมฯ ยืนยันว่าเป็นแกะ เรียนพี่น้องประชาชนและสมาชิกทุกท่าน ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา 7 ปี ในการช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นแพะ และช่วยเหลือเหยื่อที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากกระบวนการยุติธรรมไทย โดยใช้เงินทุนส่วนตัวในการช่วยเหลือประชาชน มากกว่า 3 ล้านบาท
วันนี้ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ขอเดิมพันในคดีนี้ หากคดีครูจอมทรัพย์ เป็นแพะจริง ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยินดีให้ครูจอมทรัพย์ ฟ้องทั้งอาญาและแพ่งได้ทันที และยินดีที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องนี้ ด้วยการยุติการทำหน้าที่ของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และจะไม่มีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอีกต่อไป
แต่ถ้าหากครูจอมทรัพย์ เป็นแกะ ทางชมรมฯ ต้องการเพียงแค่ให้ขบวนการนี้ ถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายเท่านั้น
ชมรมฯ นี้ ไม่เคยรับเงินจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้แต่บาทเดียว ดังนั้นต้องแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปี ทางชมรมฯ ไม่เคยก้มหัวให้กับตำรวจที่ประพฤติมิชอบรายใดทั้งสิ้น และไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพล
สิ่งที่ออกมาแย้งในวันนี้ ก็เพื่อความถูกต้องในการให้พี่น้องประชาชนได้รับฟังข้อมูลทั้ง 2 ด้าน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งทางชมรมฯ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีนี้แม้แต่นิดเดียว
การสวนกระแสสังคมในครั้งนี้ ทางชมรมฯ เองก็ตระหนักดีอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากสิ่งที่ทางชมรมฯ เปิดเผยข้อมูลแล้วไม่จริง ทางชมรมฯ ขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการพิจารณาตัวเองทันที ขอให้พี่น้องประชาชน รอความจริงอีกสักระยะ อีกไม่นานความจริงจะปรากฏ"



