
อภิสิทธิ์ลั่นไม่กังวลยุบพรรคปลงเป็นส.ส.ธรรมดาก็ได้
"นายกฯ"ลั่นไม่กังวลยุบพรรค ปลงยอมเป็นส.ส.ธรรมดาหากการเมืองต้องเปลี่ยนแปลง ชี้กม.ภาคประชาชนไม่ช้ากว่าพรรคการเมือง แถมโยนให้สภารับหน้าเลื่อแก้-ไม่แก้รธน. แต่แบะท่าไม่เอาเขตเดียวเบอร์เดียว แนะให้ทำประชามติเพื่อยุติความขัดแย้งหากต้องแก้รธน. พร้อมฟันธงไม่เชื
(24ส.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 12.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังห้องประชุมกรรมการบริหารพรรค ชั้น 3 อาคารมรว.เสนีย์ ปราโมช เพื่อต้อนรับและเปิดโอกาสให้นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 1 (พตส.1) ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เข้าพบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และซักถามประเด็นทางการเมือง ซึ่งพตส.รุ่นที่ 1 มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)เป็นประธานรุ่น และมีบรรดานักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วมเป็นนักศึกษา อาทิ นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายชูชาติ ประธานธัมต์(กุศล หมีเทศ)หัวหน้าการเมืองสีขาวในนามพญาธรรม
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวระหว่างตอบข้อซักถามตอนหนึ่งว่า ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่อยู่มาต่อเนื่องยาวนาน คล้ายเป็นโรงเรียนทางการเมืองคือหลายคนที่เติบโตแล้วก็ตัดสินใจไปอยู่ที่อื่น เป็นสิทธิของแต่ละคน คงไปสรุปอะไรไม่ได้หากนับศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ในสภาคงเป็นรัฐบาลพรรคเดียวไปแล้ว ส่วนเรื่องพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบเพราะคดีเงินบริจาค และตนจะหมดเวลาหรือไม่ ตนอยากบอกว่าไม่กังวลเรื่องนี้ ตนโตมากับพรรคนี้และได้ถูกสอนมาตลอดว่าระบบสำคัญกว่าตัวบุคคล ถ้าระบบทำงานตัดสินออกมาอย่างไรบนความถูกต้องชอบธรรมเราต้องยอมรับจะเอาคนมาก่อนระบบไม่ได้ เรื่องการยุบพรรคเป็นเรื่องกกต. อัยการ ศาลรัฐธรรนูญพิจารณาไปตามข้อเท็จจริง พรรคพร้อมต่อสู้คดีตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อถึงจุดหนึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็เปลี่ยนไป ตนก็เป็นส.ส.เป็นผู้นำฝ่ายค้าน หรือพรรคอยากเปลี่ยนหัวหน้าพรรคตนก็ไปเป็นส.ส. แต่ตนจะไม่ไปไหนอยู่กับประชาธิปัตย์จนกว่าตนจะเลิกการเป็นนักการเมืองในสภา แต่ตนก็ไม่แน่ใจว่านายชูชาติจะทายแม่นแค่ไหน เพราะทำนายว่าถูกยุบตั้งแต่นี้ แต่ตนจำได้ว่าท่านทำนายว่าน้ำท่วมโลกด้วย อาจจะถูกบ้างผิดบ้างก็ไม่เป็นไรเป็นเรื่องธรรมดา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนเห็นด้วยหากต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญให้พรรคเล็กดำเนินงานทางการเมืองได้ และกระบวนการที่จะช่วยให้ระบบพรรคการเมืองมีเสถียรภาพมากที่สุดอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง ถ้าประชาชนต้องการให้มี 20 พรรคก็ต้องหาวิธีการทำงานไปหากต้องการให้มี 2 พรรคก็เป็นระบบ 2 พรรค และตนก็เห็นด้วยว่าบทบัญญัติแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมันลึกละเอียดเกินไปไม่จำเป็นต้องมี แต่ว่าเป็นหมวดที่เป็นอุดมการณ์ของชาติ ไม่ว่าใครเป็นพรรคการเมืองมาเป็นรัฐบาลต้องถือตามแนวทางนี้ เพราะเป็นเจตนารมณ์ที่ประกาศในกฎหมายสูงสุด แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นปัญหากับพรรคการเมืองเท่าไหร่ ส่วนกระบวนการสมัชชาให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้น ตนมองว่าขณะนี้การเมืองภาคประชาชนไม่ได้ช้ากว่าพรรคการเมือง
ส่วนคำถามที่ว่า จะแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 จะเริ่มเมื่อใดนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่มีมุมมองทางวิธีการแตกต่างออกไป เราพยายามพัฒนาพรรคการเมืองในช่วงหลัง รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาหลายสมัยพยายามรวมให้นักการเมืองรวมกันในพรรคขนาดใหญ่ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเสนอกฎหมายได้ รวมทั้งระบบเลือกตั้งโดยธรรมชาติก็ทำให้จำนวนพรรคการเมืองโดนบีบให้เหลือน้อยลง ถือว่ายังพอไปได้ เพราะต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาทางธรรมชาติด้วย รวมทั้งแรงจูงใจที่ใส่ไว้ในกฎหมาย สิ่งที่ตนไม่เห็นด้วยมาตลอด เช่น เมื่อมีกฎหมายและกกต.ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองก็มีรายละเอียดที่เยอะขึ้น เราพยายามคุมนักการเมืองเหมือนคุมระบบราชการ แต่การทำงานของระบบการเมืองกับระบบราชการนั้นไม่เหมือนกัน และจะโทษใครไม่ได้ มันต้องโทษนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่ดี พยายามทำมาหากินกับพรรคการเมือง ทำให้ต้องมีกฎหมายควบคุมมากขึ้น จริงๆแล้วตนไม่ชอบกฎหมายพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เพราะกฎหมายมองนักการเมืองว่าเป็นหน่วยงานราชการ แต่นักการเมืองต้องตอบให้ได้ว่าจะทำอย่างไร จะทำอะไรที่เหลวไหล เช่นนำสมาชิกพรรคมาขอเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ทำให้ประชาชนต้องกลายเป็นสมาชิกพรรค 5 พรรค ฉะนั้นตนคิดว่าอยากให้พรรคเล็กดำเนินการทำพรรคให้ได้ ซึ่งการทำให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพนั้นต้องมาจากประชาชนจริงๆ ประชาชนอยากให้เหลือแค่ 2 พรรค หากประชาชนเลือก 2 พรรค หรือเลือก 20 พรรคก็ต้องยอมรับ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเสนอแก้รัฐธรรมนูญนั้นตนสอบถามนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาแล้ว โดยนายชัยบอกตนว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีสองชุด คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง และอีกฉบับนั้นกำลังรายงานมาให้ ทั้งนี้นายชัยบอกว่าอยากให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภา ส่วนจะมีวิธีการอย่างไรนั้นต้องเปิดเวทีคุยกัน ในความรู้สึกของตนบางประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย เช่น ระบบเลือกตั้งส.ส.จากระบบแบ่งเขตไปเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว แต่ก็ไม่ขัดข้องหากเสียงข้างมากของสภามีมติเป็นอย่างไร พรรคก็ยอมรับได้ แต่บางเรื่องที่เสนอมาแล้ว หากเดินหน้าแก้ไขและทำให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง ตนคิดว่าพวกเราต้องคิดให้ดี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ใจของตนนั้นอยากเดินหน้าไปถึงขั้นประชาพิจารณ์หรือประชามติว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ถกเถียงกันหรือไม่ หากทำเช่นนั้นได้และทุกคนยอมรับ ตนคิดว่าทุกคนยินดีร่วมกับกระบวนการนี้ หากแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว บางฝ่ายบอกว่าอยากเลือกตั้งใหม่ เพราะเป็นแนวทางแก้ปัญหาได้นั้นตนไม่ขัดข้องเพราะไม่ได้ยึดติดอยู่แล้วว่าจะเอาอย่างไร
ส่วนคำถามที่ว่า รัฐบาลจะสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติและร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถามว่ามันจะปรองดองจริงหรือไม่ และจุดยืนคืออะไร ถ้าผู้ที่เสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมมายื่นเรื่องให้ตนดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯตกลงแล้ว จะให้ตนดำเนินคดีหรือนิรโทษกรรมกันแน่ สิ่งที่ต้องถามอีกคือเป็นขอเรียกร้องจริงๆของกลุ่มพันธมิตรฯ และคนเสื้อแดงจริงหรือไม่ ที่บอกว่าหากร่างกฎหมายผ่านสภาแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยนั้น หากเป็นแบบนั้นจริง ตนไม่เชื่อว่ามีคนคัดค้าน ถามจริงๆว่ามีใครเชื่อว่าจะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ กล้าเอาคอเป็นประกันหรือไม่ว่าหากร่างกฎหมายสองฉบับนี้ผ่านแล้ว ทุกกลุ่มจะหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง ตนไม่เคยเห็นว่าเป็นข้อเรียกร้องของทั้งสองกลุ่ม ให้ตนฟันธงว่าหากผ่านร่างกฎหมายสองฉบับนี้แล้ว ทั้งสองกลุ่มจะหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ตนฟันธงได้เลยว่าไม่มีทาง ดีไม่ดีอาจจะเป็นการสร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครรู้ว่า หากออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทุกคนแล้ว มันจะสร้างบรรทัดฐานให้เกิดการชุมนุมใหม่แล้วขอนิรโทษกรรมได้อีกหรือไม่ และมันเป็นกฎหมายที่สร้างวงจรไม่จบไม่สิ้นของคนที่มีความคิดเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นมา แม้กระทั่งเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านกระบวนการบังคับใช้แล้วนั้น ถามว่าหากแก้ไขเสร็จแล้วทุกฝ่ายจะหยุดชุมนุมและหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองจริงหรือไม่ หากหยุดจริง คิดว่าทุกฝ่ายยินดีทำอยู่แล้ว แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าบางกลุ่มไม่หยุด
ส่วนการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในช่วงวันที่ 30 ส.ค.นี้ซึ่งเป็นวันนัดชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คราวที่แล้วเป็นการใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มันเป็นคนละประเด็นกัน เพราะพ.ร.บ.ความมั่นคงเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้เมื่อปี 2551 โดยสนช.ตราขึ้นมาถือว่าเป็นเครื่องมือก่อนที่จะไปถึงพ.ร.ก. เพราะการใช้พ.ร.ก.นั้นเมื่อเกิดเหตุแล้วจำเป็นต้องอาศัยอำนาจพิเศษเพื่อใช้อำนาจตรงนั้น และการประกาศใช้พ.ร.ก.เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ขอให้ไปทบทวนดูว่าไม่ใช่ว่าก่อนประกาศใช้ไม่มีเหตุ เพราะมีการปิดถนนมากมายในกทม. และเป็นเพราะเมื่อมีการดำเนินคดีกับใครก็ไปล้อมศาลอาญา ตรงนี้ทำให้กฎหมายบ้านเมืองเดินต่อไปได้ จึงต้องได้ประกาศใช้พ.ร.ก. แต่พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลแบบเดียวกับพ.ร.ก. มันเป็นเพียงการเข้าไปบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการบูรณาการของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปฏิบัติงานเหมือนครั้งการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและคู่เจรจาที่จ.ภูเก็ตเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา หากประเมินว่าวันที่ 30 ส.ค.จะมีปัญหาก็เป็นความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง
ตนอยากถามกลับไปว่าวันนี้ที่เคลื่อนไหวกันอยู่ และบางฝ่ายบอกว่าต้องการให้วุ่นวายนั้น เพื่ออะไร เพื่อใคร การทำงานในตอนนี้เราต้องการความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศ เวลาที่เกิดเหตุวุ่นวายอาจคิดเพียงว่าเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล ทั้งๆที่ไม่ใช่ เพราะมันเป็นการดิสเครดิตประเทศ ไม่ใช่ว่าดิสเครดิตรัฐบาลแล้ววันรุ่งขึ้น ตนเดินทางไปต่างประเทศแล้วทางนั้นจะเชื่อถือประเทศไทย เพราะต้องไปนั่งชี้แจงกันอีกเท่าใดเหมือนช่วงเดือนม.ค. - มี.ค. ภาพลักษณ์ต่างๆก็ดี แต่เดือนเม.ย.เกิดเหตุอีก ตนต้องตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ อันนี้เป็นสิ่งที่อยากให้เข้าใจคนที่เป็นรัฐบาลนั้นไม่อยากมีปัญหากับประชาชน ไม่ว่าจะกลุ่มไหน ชอบ - ไม่ชอบรัฐบาล แต่การรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษากฎหมายนั้นสำคัญที่สุดในการที่จะให้ประเทศเดินต่อไปได้ เมื่อเวลาที่คนคลางแคลงประเทศไทย ผลมันก็ตกกับประชาชน โดยเฉพาะคนยากจนนั้นโดนมากที่สุด เพราะเศรษฐกิจตอนนี้มันจะไม่ฟื้นเพราะเหตุนี้ สำนักข่าวต่างประเทศเสนอข่าวว่าเศรษฐกิจไทยนั้นเหลือเรื่องเดียวคือการเมืองจะนิ่งหรือไม่เพราะมาตรการต่างๆเป็นที่เข้าใจหมดแล้ว
ส่วนคำถามที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งผบ.ตร.นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้พูดกันเยอะแล้ว ตนยืนยันอย่างเดียวว่าทำตามกฎหมายทุกอย่าง และมีมรรยาทพอในวันนั้น( 20 ส.ค.)ที่จะไม่ยกมือ วันนั้นเสียง 5:4 หากตนยกมือก็ชนะไปแล้ว เพราะเสียงจะ 5 : 5 แล้วตนจะชี้ขาด แต่ตนถือว่าให้เกียรติกันและกระบวนการยังไม่ยุติ ยังไม่จบลง ตนก็เดินหน้าทำตามกระบวนการกฎหมายต่อไป ตนคิดว่าทุกอย่างคงจะเรียบร้อยในไม่ช้านี้
ส่วนคำถามที่เกี่ยวกับภาคใต้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากทำความเข้าใจเรื่องกรรมการอิสระฯ ที่เสนอรายงานกรณีการยิงมัสยิดไอปาแย มันแตกต่างกับกรณีตากใบและกรือเซะ เพราะสองกรณีหลังนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลพวงจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ แต่กรณีมัสยิดไอปาแยนั้นยังไม่มีเรื่องที่ว่าเจ้าหน้าที่หรือรัฐไปสั่งการให้เข้าไปทำอะไรอย่างนั้นแเน่นอน ฉะนั้นมันเป็นการก่ออาชญากรรมตามปกติ เราจึงเดินตามกระบวนการกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งๆที่เรามีกฎอัยการศึก แต่เราไม่ใช้ถึงขั้นนั้น หากมีอุปสรรคจนเดินไม่ได้นั้น เพราะอาจมีคนของภาครัฐ หากเป็นแบบนั้นตนยินดีตั้งคณะกรรมการอิสระฯขึ้นมา แต่บังเอิญว่าทำไปแล้วมันออกหมายจับคนร้ายได้ และตนให้เช็กและตรวจสอบในพื้นที่ว่า ตรงกับที่ประชาชนคิดหรือไม่ ปรากฏว่าตรงกัน และทำให้ประชาชนน่าจะเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไม่มีอะไรปิดบัง และเดินตรงไปตรงมา ตนก็บอกไปว่าคนเดียวไม่พอ และต้องทำอย่างไรจึงจะเพิ่มจำนวนคนร้ายและจับกุมให้ได้ โดยตนจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น และตนได้สั่งการให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯไปว่า ในส่วนของหมายจับนั้นจะทำแบบภาพยนตร์ต่างประเทศได้หรือไม่ คือ ทำหมายจับใหญ่ๆแล้วนำไปแปะให้ทั่ว และให้รู้ว่ารัฐบาลเอาจริง ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเบี่ยงเบนหรือโยนความผิดให้ฝ่ายอื่น เวลานี้เข้าใจประชาชนเชื่อและเห็นตรงกัน จึงไม่ตั้งคณะกรรมการอิสระฯเพราะตนจะติดตามความคืบหน้าของคดีนิ้อย่างดีที่สุด เพื่อที่จะคลี่คลายได้ และตนมอบนโยบายที่ชัดเจนว่า เรื่องนี้ห้ามไปต่อแถวคดีกรือเซะ,ตากใบ และคดีนายสมชาย นีละไพจิตรเด็ดขาด และย้ำไปว่าหากคดีนี้จับได้จริงจะเป็นการพลิกให้เห็นว่า เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รัฐบาลเอาจริงกับการก่อเหตุไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม ไม่มีลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่นอน แต่ยังหนักใจเพราะของแบบนี้ไม่ใช่ง่าย
ส่วนคำถามที่เกี่ยวกับเด็ก เยาวชนและการศึกษา ที่มีการเสนอให้บรรจุหลักสูตรการเมืองลงในตำราเรียนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่มีปัญหาเพราะเป็นแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล เรื่องหลักนั้นคงไม่สอนเรื่องการเมือง เพราะหากนำการเมืองไปสอนนั้นมันจะวุ่นว่าอาจารย์ฝักใฝ่ฝ่ายใด ภาคอีสานไปทางหนึ่ ง ภาคใต้ไปทางหนึ่ง มันจะวุ่นไปใหญ่ แต่คิดว่าสิ่งที่จะทำให้เยาวชนสนใจการเมืองคือการปลุกจิตสำนึกโดยการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม หากทำได้มันจะทำให้ตนเติบโตและมีความรู้สึกว่า บ้านเมืองและเรื่องส่วนรวมเป็นภาระของตัวเองไม่ใช่เรื่องของคนอื่น หากคิดแบบนี้ได้มันคือพื้นฐานดีที่สุดของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย บางครั้งกระบวนการการเมืองวันนี้แข่งขันมากมายและเข้มข้น ช่วงหลังนั้นตนห่วงที่สุดคือพลเมืองเริ่มถามว่าการเมืองเป็นแบบนี้ ตัวเองจะได้หรือเสียอะไร มันเป็นสิทธิที่ไม่ผิด แต่เสียดายคำถามที่น่าจะบอกว่าการเมืองเป็นแบบนี้ ส่วนรวมและประเทศจะเดินไปอย่างไร ตนอยากให้มีคำถามแบบนี้มาก่อน เพราะบางสถานการณ์ต้องยอมรับการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าการทำอะไรที่ถูกใจนั้น ไม่ใช่ว่าดีสำหรับบ้านเมืองเสมอเพราะหากแต่ละคนมองเพียงภาพของตัวเอง เช่น วันนี้ส.ส.บอกว่าอยากได้ผู้ช่วยส.ส.เพิ่มขึ้นและตนตามใจ หรือท้องถิ่นอยากได้เงินเดือนเพิ่มและตนตามใจ ฯลฯ ถามว่ามันใช่คำตอบสำหรับเศรษฐกิจและการเมืองในตอนนี้หรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่ควรปลูกฝังมากที่สุดคือการอุทิศตนเพื่อสาธารณะ และการมองเห็นประโยชน์ส่วนรวม
ส่วนคำถามสุดท้ายของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลนั้นจะหาจุดเริ่มต้นสร้างความปรองดองและสมานฉันท์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯขึ้นในสภา เพราะผู้ชุมนุมคลางแคลงใจว่ารัฐบาลทำอะไรในช่วงเดือนเม.ย.นั้นคือก้าวเริ่มต้นเปิดทางแต่มันเป็นเรื่องของสภา หากตนทำเรื่องนี้เอง อีกฝ่ายจะไม่เชื่อ เรื่องนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความขัดแย้งในช่วงที่ตนไม่ได้เป็นรัฐบาลเพราะมีการปะทะจนมีการเสียชีวิต ถามว่าเคยมีการสะสางโดยให้ผู้แทนประชาชนมีส่วนร่วมหรือไม่ ตนย้ำเสมอว่าเดือนเม.ย.นั้นตนรักษากฎหมายไม่ได้คิดเรื่องเอาชนะคะคาน แบ่งแยกเป็นฝ่ายรัฐ - ฝ่ายผู้ชุมนุม ตนยังนำข้อเรียกร้องที่ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยนั้นขอให้นำมากางดู ตนก็นำมากางดูแล้วพบว่าเป็นประเด็นที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และจะมีกระบวนการแก้ไข หากถามว่าจะกลับมารักกันไหม ตนตอบไม่ได้ เพราะไม่สามารถบังคับให้ใครรักกับใครได้ บางคนที่ทำตัวไม่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมก็ไม่ควรไปรัก และควรให้รู้ว่า ควรทำประโยชน์ให้ส่วนรวมและมันอาจเกิดความสงสาร และเห็นใจขึ้นได้ หากบอกว่ารักแล้วต้องตามใจนั้นคงไม่ได้ เพราะประโยชน์ของประเทศ และประชาชนต้องมาก่อน หากทำตามแนวทางนี้ และแม้บางฝ่ายจ้องไม่ให้เป็นไปตามแนวทางนี้นั้น ตนเชื่อว่าสังคมไทยจะกลับสู่ภาวะปกติได้



