
สศช.ยันไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วแต่ระวังการเมือง
สศช.ยันไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดทั้งปีหดตัวต่ำสุดที่ - 3.1% เตือนระวังน้ำมันขึ้น การเมืองรุนแรงอาจกดดันเศรษฐกิจติดลบมากขึ้นเล็งประเมินใหม่อีกระรอก นายกฯประคองส่งออกปีนี้ติดลบไม่เกิน17% พรทิวาระบุการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
นายอำพน กิติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวดีกว่าไตรมาสแรก 2.3% แต่ยังคงหดตัวที่ 4.9% เทียบกับไตรมาส 1 ที่อยู่ในระดับ 7.1% รวมครึ่งปีแรกหดตัว 6% การปรับตัวดีขึ้นของจีดีพีไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุดหรือภาวะถดถอยรุนแรงแล้ว และมีสัญญาณการปรับตัวในทิศทางดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2 ทั้งจากการว่างงานที่น้อยลง การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกดีขึ้นส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตมากขึ้น การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบก็เพิ่มขึ้น และจากการลงทุนภาครัฐที่เร่งรัดเต็มที่
"ในครึ่งปีหลังคาดเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวและกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้าย เพราะเปรียบเทียบปีต่อปี ไตรมาส 4 ปีก่อนหดตัวรุนแรงถึง 4.2% ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มส่งผลดีต่อการส่งออก การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 55 จะส่งผลให้ทั้งปีเศรษฐกิจไทยติดลบต่ำสุดที่ 3.1% หรือหดตัวอยู่ที่ช่วง 3-3.5% และจะทำให้การว่างงานน้อยลงที่ 5-6 แสนราย ไม่ถึง 1 ล้านรายตามคาดการณ์เดิม"นายอำพน กล่าวและว่า ทั้งนี้คาดการณ์ใหม่ที่หดตัว 3-3.5% แคบลงจากช่วงประมาณการเดิมเมื่อ 25 พ.ค.52 ที่คาดจะหดตัว 2.5-3.5%
นายอำพน กล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังได้แก่ การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 การเมืองภายในประเทศ และราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นและมีความผันผวน โดยหากน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีเกินกว่าที่คาดการณ์ 60-65 เหรียญต่อบาร์เรล และการเมืองยังวุ่นวายเช่นที่เกิดขึ้นในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา สศช.อาจจะต้องปรับประมาณการณ์ใหม่อีกรอบ ฉะนั้นการบริหารเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง รัฐบาลจึงยังควรต้องเข้มงวดกับการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 เร่งรัดใช้จ่ายงบในช่วงไตรมาส 4 ของปีงบ 52 หรือช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. เร่งรัดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอี ดูแลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรอย่างสมควร และที่สำคัญดูแลค่าเงินให้เหมาะสม
นายกฯประคองส่งออกปีนี้ติดลบไม่เกิน17%
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามที่จะดูแลให้การส่งออกในปีนี้ขยายตัวหดตัวไม่เกิน 13-17% ขณะที่เชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะติดลบในช่วง 3-4% ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ไว้ หลังพบสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงไตรมาสสอง
"สภาพัฒน์บอกว่าอยู่ที่ระดับ ลบ 3 ลบ 4 อะไรทำนองนั้น เราก็พยายามให้อยู่แถวๆ นั้น"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามดูแลให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกลับมาขยายตัวในแดนบวกได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่ตัวเลขจีดีพีทั้งปีคงไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นบวกได้
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดความรุนแรงนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ เพราะหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นเกิดอาการสะดุด
พรทิวาระบุการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชื่อว่า การส่งออกของไทยในช่วง 4-5 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเริ่มมียอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ประกอบกับการส่งออกช่วงครึ่งปีแรก แม้จะไม่ขยายตัวแบบก้าวกระโดด แต่ถือว่าขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีของการส่งออกไทย โดยทั้งปีคาดว่าการส่งออกของไทยอาจติดลบประมาณ 10-13%
"ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งเดินหน้าเจาะตลาดการส่งออกในเชิงรุก ทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ เพื่อกระตุ้นการส่งออกให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ จะประสานไปที่กระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ช่วยลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศสำหรับสินค้าที่ใช้ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทย โดยเห็นว่าเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที หากไม่สามารถใช้มาตรการภาษีมุมน้ำเงินได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวและว่า
สำหรับสินค้าที่จะได้รับสิทธิลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบในเบื้องต้น คือ สินค้าในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดรายการสินค้าที่จะได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว โดยคาดว่า จะสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติภายใน เดือนส.ค.นี้
เฟซบุ๊คตรียมจ้างพนักงานเพิ่มอีก50%ปีนี้
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอวัย 25 ปีของเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจ้างพนักงานเพิ่มอีก 50% ในปีนี้ จากเดิมที่มีพนักงานประมาณพันคน อย่างไรก็ตาม อัตราการจ้างงานดังกล่าวยังเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับ บริษัทอื่นซึ่งมักจ้างพนักงานจำนวนมากในช่วงเริ่มกิจการไม่นาน อย่างกูเกิล อิงค์ จ้างพนักงานเพิ่มเกือบ 50% ต่อปีในช่วง 3 ปีแรกหลังบริษัทเปิดขายหุ้นให้สาธารณะ นอกจากนี้ ซัคเคอร์เบิร์ก กล่าวอีกว่า เขากำลังพยายามเก็บความลับเกี่ยวกับต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อให้บริษัทมีสภาพคล่องมากขึ้นในปีหน้า โดยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งย้ายสำนักงานไปที่อาคารเก่าอายุ 10 ปี ในพาโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย
ทั้งนี้ ปัจจุบัน เฟซบุ๊ค มีผู้ใช้งานถึง 250 ล้านคน แต่บริษัทยังพยายามดึงดูดให้มีผู้มาลงโฆษณามากขึ้น เนื่องจากผลสำรวจของ IDC เมื่อปีที่แล้วระบุว่า ผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ มักไม่ค่อยคลิกโฆษณาหรือซื้อสินค้าตามโฆษณาบนเว็บไซต์



