
วงเสวนาชี้ กรณี“ไผ่ ดาวดิน” เป็นที่ถกเถียงกรณีเลือกปฏิบัติ
วงเสวนาชี้ กรณี “ไผ่ ดาวดิน” เป็นที่ถกเถียงกรณีเลือกปฏิบัติ “พ่อไผ่ ดาวดิน” แจง ไม่ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม
เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานเสวนาในหัวข้อ”เมื่อสิทธิการประกันตัวหายไป จากกรณีคดีของจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน)”โดยกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่(เอ็นดีเอ็ม)
โดยน.ส.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เวลาเจ้าหน้าที่รัฐจะใช้อำนาจต้องพิจารณาตามกรอบของกฎหมายด้วย ไม่ใช่ใช้ดุลยพินิจของตัวเองกรณีการแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซีไทยยังคงเป็นที่ถกเถียง ซึ่งมีคำถามว่าการกดไลค์หรือ กดแชร์ถือเป็นความผิดหรือไม่ ถ้าถือตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนี้ ตนขอยืนยันว่าไม่ผิด แล้วถามว่าการกดไลค์ กดแชร์จะพิสูจน์เจตนาว่าผิดกฎหมายมาตรา112อย่างไร อีกทั้งสำนักข่าวบีบีซีไทยก็ไม่ถูกดำเนินคดีแต่คนที่แชร์กลับถูกดำเนินคดี อีกทั้งเป็นการดำเนินคดีเพียงรายเดียวทั้งที่บทความดังกล่าวมีการแชร์หลายพันคน คำถามที่เกิดขึ้นอีกคือมีการกลั่นแกล้งทางกฎหมายหรือเลือกปฏิบัติหรือไม่
น.ส.สาวตรี ยังได้กล่าวอีกว่า กรณีสิทธิการประกันตัว หลักการสากลเหมือนกันหมดคือผู้ต้องหาต้องสันนิษฐานว่า ผู้ต้องหา เป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน จะปฏิบัติกับเขาเหมือนผู้กระทำผิดไม่ได้ถ้าจะไม่ปล่อยตัวจะต้องมีเหตุผลหนักแน่นพอว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาเป็นอย่างไร เช่น เกรงว่าจะหลบหนี เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เกรงว่าจะไปวุ่นวายกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลต้องอธิบายให้ได้ว่าที่ไม่ให้ประกันตัวเพราะอะไรแต่ในกรณีของ ไผ่ ดาวดิน ขึ้นศาลมา5คดีไม่เคยหลบหนี ทำไมถึงระบุเพียงว่าเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี
ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานเพิกถอนสิทธิประกันตัว โดยอ้างว่ากลัวผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานนั้น น.ส.สาวตรี กล่าวว่า ในหลักสากลระบุชัดว่าหมายถึงการเข้าไปแทรกแซงพยานหลักฐานซึ่งอาจทำให้รูปแบบคดีเปลี่ยนแปลง แต่ในกรณีของ ไผ่ นั้น เป็นพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ การยุ่งเหยิงอาจถูกตีความครอบคลุมได้ถึงขั้นการเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสาร ทั้งนี้การที่ไผ่ไม่ลบโพสที่เขาได้แชร์ข่าวของบีบีซีไทยนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะเขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แต่ศาลกลับถอนประกัน เพราะ ไผ่ ไม่ลบโพสต์ดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาที่สวนทางกับหลักการ
“ในต่างประเทศมีหลักอย่างหนึ่งเช่นปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีเงื่อนไข ไม่ต้องมีหลักประกันซึ่งประเทศไทยไม่มีหลักการนี้ เพราะนอกจากมีหลักประกันในการปล่อยตัวแล้วยังสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ด้วย อีกทั้งการเยาะเย้ยอำนาจรัฐไม่ถือเป็นความผิดไม่มีตัวบทกฎหมายไหนระบุไว้ คำถามคือเจ้าพนักงานนำไปเป็นข้ออ้างาในการถอนประกันตัวผู้ต้องหาโดยเฉพาะกรณี ไผ่ ดาวดิน ได้อย่างไรจึงต้องถามไปที่กระบวนการยุติธรรมนั้นบกพร่องหรือไม่ เป็นไปตามกรอบกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับไผ่ ในฐานะที่เป็นคนที่รู้กฎหมาย ก็รู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้ ดั่งคำกล่าวที่ว่า ความอยุติธรรมที่เลวร้ายที่สุดคือการกระทำโดยการใช้กฎหมายกรณีของ ไผ่ ดาวดินและผู้ต้องหาทางการเมืองรายอื่นๆก็เป็นเช่นนี้” อาจารย์นิติศาสตร์กล่าว
ด้านนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายและบิดาของไผ่ดาวดิน กล่าวว่า กรณีที่ลูกชายตนถูกจับเพราะแชร์บทความของเว็บข่าวบีบีซีไทยนั้นถือว่าน่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่เอาผิดกับเขาเพียงคนเดียวในขณะที่ทางเว็บไซต์ต้นข่าวจะโดนมาตรการเบากว่าไผ่ด้วยซ้ำ ทั้งที่เป็นผู้เผยแพร่บทความ นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูุกของตนในการฝากขัง นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคดีของลูกชาย ตนไม่กล้าพูดเล่นแน่นอนปกติ ไผ่ เป็นคนร่าเริงถูกจับก็ยิ้ม ทุกวันนี้ร่างกายก็ยังดีแต่ที่สังเกตได้จะมีจังหวะที่เขาแสดงความไม่สบายใจซึ่งเขาก็บอกว่าหมดหวังกับกระบวนการยุติธรรมแล้ว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองเราเป็นนักกฎหมายไม่ปฏิเสธกระบวนการทางกฎหมายแพ้ชนะตามกระบวนการก็ไม่ว่าอะไรแต่โปรดทำตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต่อลูกและครอบครัวของเราด้วย
กสม.เผย นานาชาติตั้งคำถาม ไทยจะทำอย่างไรให้ศาลนำหลักสิทธิฯไปร่วมกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ประสานงานกับทางตำรวจและมหาวิทยาลัยให้ไผ่ ได้สอบตามปกติก็หวังว่าทางเรือนจำและเจ้าหน้าที่จะได้ได้พยายามให้ความคุ้มครองไผ่ เพราะเขาควรได้รับสิทธิมนุษยชนและได้รับการปฏิบัติอย่างคนบริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับคำพิพากษาตามหลักการสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองซึ่งไทยต้องปฏิบัติตามทุกข้อเพราะได้ให้สัตยาบันในที่ประชุมสหประชาชาติไว้แล้วซึ่งคำถามที่นานาชาติถามต่อไทยคือไทยจะดำเนินการอย่างไรให้ศาลไทยนำหลักการสิทธิมนุษยชนไปใช้ขจัดข้อบกพร่องทางกระบวนการยุติธรรมโดยหลายๆคนบอกว่าจะไปสั่งศาลได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องมีหลักเหตุและผลเพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมได้รับการเชื่อถือจากประชาชน
“อีกเรื่องที่จะพูดคือเรื่องของการตรวจร่างกายทางทวารหนักของไผ่ โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข่าวก่อนหน้านี้โดยตามข้อกำหนดของสหประชาชาติที่ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่กระทรวงยุติธรรมได้รับรองนั้น การค้นตัวที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือตามซอกต่างๆจะต้องใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้นซึ่งทางเจ้าหน้าที่มักจะอ้างตรวจภายในเพื่อหายาเสพติดซึ่งหลายๆกรณีไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ตนถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และย่ำยีศักดิ์ความเป็นมนุษย์อย่างมากทั้งนี้เรื่องของสิทธิไม่มีพรหมแดนซึ่งใครๆก็สามารถตกเป็นผู้ต้องหาได้ดังนั้นการเคารพสิทธิมนุษยชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว
อดีตผู้พิพากษาชี้ ศาลต้องให้เหตุผลการพิจารณาตามข้อกฎหมาย ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว
ด้าน น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า ผู้พิพากษาจะไม่พูดอะไรที่ตัวเองไม่รู้หรือไม่แน่ใจ ไม่เคยเห็นหรือไม่เคยอ่าน โดยเฉพาะข้อกฎหมายกรณีสิทธิการประกันตัวการฝากขังต่อศาล หลักทั่วไปได้ระบุชัดเจนว่าจะไปคุมขังผู้บริสุทธิ์ไม่ได้และในกฎหมายยังได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าในการฝากขังผลัดที่5ศาลต้องไต่สวนว่าเหตุใดพนักงานสอบสวนต้องฝากขังเพิ่มนอกจากนี้ในต่างประเทศศาลยังต้องเข้าไปถามผู้ต้องหาในเรือนจำเลยว่าจะคัดค้านการฝากขังจากพนักงานสอบสวนหรือไม่ซึ่งในรัฐธรรมนูญไทยมีบัญญัติตามมาตรา87ศาลต้องไต่สวนเพื่อสิทธิการคัดค้านของผู้ต้องหา
น.ส.สมลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า ในทางปฏิบัติศาลต้องอ่านคำร้องของเจ้าพนักงานและไต่สวนวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจะอนุมัติฝากขังหรือไม่อนุมัติฝากขังเพราะเหตุใด ย้ำว่าต้องอ่านเสียงดังฟังชัดด้วยเนื่องจากท่านผู้พิพากษาจะต้องเขียนเหตุผลประกอบอย่างละเอียดว่า เหตุใดถึงพิจารณาเช่นนี้ ซึ่งจะต้องเป็นเหตุผลตามกฎหมายไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวและกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในความยุติธรรมไม่สามารถตั้งธงไว้ได้หรือตั้งใจจะเอาผิดผู้ต้องหาให้ได้เพราะประชาชนจะไม่เชื่อในความยุติธรรม ทั้งนี้ที่ผ่านมาสังคมไทยมักรู้สึกว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม แต่ยุคนี้ประชาชนเริ่มรู้สึกหมดหวัง ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจ



