
เตลงพ่าย
ถ้าจะกล่าวว่า เตลงพ่าย เป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่ผมรู้จักก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะผมถูกคุณพ่อคุณแม่สอนให้ท่องจำโคลงบางบทในวรรณคดีเรื่องนี้ ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน ประมาณอายุก็คงในราว 3-4 ขวบ และยังจดจำโคลงเหล่านั้นได้ขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะบทที่ว
“พระพี่พระผู้ผ่าน ภพอุต ดมเฮย
ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด ร่มไม้
เชิญราชร่วมคชยุทธ เสมอเกียรติ กันแฮ
สืบกว่าสองเราไซร้ สุดสิ้นฤามี”
ความตอนนี้เป็นตอนที่สมเด็จพระนเรศวร ทรงท้าพระมหาอุปราชกระทำยุทธหัตถี ซึ่งทั้งคำและความที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ไว้ได้ทั้งอารมณ์และจินตภาพเป็นอย่างยิ่ง และภายหลังเมื่อได้อ่านหนังสือ “กฤษดาภินิหารอันบดบังไม่ได้” ของ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยิ่งทำให้ได้อรรถรสและตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ในวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรในครั้งนั้นยิ่งขึ้น
ด้วยความที่ติดอยู่ในรสแห่งความไพเราะของบทกวี และความสมบูรณ์ในเนื้อหาของ “เตลงพ่าย” ทำให้ผมปฏิเสธที่จะดูละคร การแสดง หรือภาพยนตร์ทุกเรื่องที่สร้างเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวร ตั้งแต่ภาพยนต์ยุคก่อนที่มีเพลงประกอบอันโด่งดังอย่าง “สไบแพร” และมาร์ชสมเด็จพระเนรศวร ที่ขึ้นต้นว่า “นเรศวร พระมหาวีรราชเจ้าจอมไทย กู้อิสรภาพปราบเสี้ยนหนามไพรี พระชีพยอมพลีเพื่อศรีอยุธยา...”
อย่างไรก็ตามตบะที่ผมรักษามาเป็นระยะเวลานาน ก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ด้วยหุ่นกระบอกเรื่อง “เตลงพ่าย” ของ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งแม้จะเป็นเพียงแค่การซ้อม แต่ก็อลังการงานศิลป์ ทั้งดนตรี การขับร้อง ที่สำคัญคือตัวหุ่น และการเชิดหุ่น ที่ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอย่างมหาศาล ในการสร้างหุ่นและการซักซ้อมองค์ประกอบทุกอย่างให้เข้ากันอย่างกลมกลืน ซึ่งผู้คนร่วม 100 ชีวิต ที่มาทำงานชิ้นนี้ ล้วนแต่เป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าเป็นเพราะพลังบารมีของ อ.จักรพันธุ์ ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไรเหมือนกัน
วันที่ผมไปชมหุ่นเรื่อง “เตลงพ่าย” นั้นเป็นการซ้อมใหญ่ประจำเดือนกรกฎาคม บ้านของ อ.จักรพันธุ์ ซึ่งใช้เป็นสถานที่แสดงนั้น แคบลงถนัดใจด้วยจำนวนของแฟนพันธุ์แท้ของ อ.จักรพันธุ์ ชนิดที่เก้าอี้ที่เตรียมไว้น่าจะสัก 200 กว่าตัวนั้นเต็มเอียด แต่ก็ยังมีผู้สมัครใจยืนชมอีกแออัด ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ งานนี้นอกจากจะไม่เก็บค่าผ่านประตูแล้ว ยังมีอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม จากบรรดาแม่ยกที่ยกกันมาเลี้ยงดูอย่างไม่อั้น ในบรรดาแม่ยกที่ผมจำชื่อได้ก็มี คุณชุลิตา อารีย์พิพัฒน์กุล บรรณาธิการนิตยสารพลอยแกมเพชร และ คุณทอรุ้ง-คุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ ส่วนท่านอื่นๆ นั้นต้องขออภัยที่จำชื่อไม่ได้แต่จำความอร่อยของอาหารได้ดีครับ
พูดถึงเรื่องหุ่น อ.จักรพันธุ์ แล้ว สิ่งที่ทุกคนทราบกันดีก็คือความงดงามของใบหน้าหุ่นและความวิจิตรพิสดารของเครื่องแต่งกายหุ่น ซึ่งในเรื่อง “เตลงพ่าย” นี้ จะประกอบด้วยหุ่นฝ่ายไทยและหุ่นฝ่ายพม่า ซึ่งตัวเอกๆ ก็ล้วนเป็นท้าวพญามหากษัตริย์ นอกจากเครื่องทรงที่ละลานตาแล้วยังมีขบวนเครื่องสูงประกอบพระราชอิสริยยศอันสง่างาม และ อ.จักรพันธุ์ ยังได้ประดิษฐ์หุ่นให้สามารถใช้มือได้อย่างคล่องแคล่ว ขนาดที่ถอดดาบออกจากฟัก หรือหลั่งน้ำทักษิโณทกได้ทีเดียว แม้ว่าวันนั้นจะยังไม่มีฉากยุทธหัตถี เพราะหุ่นช้างยังสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ฉากชนไก่ กับฉากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงสุบินปราบจระเข้ ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากแล้วล่ะครับ
ท้ายการแสดง อ.จักรพันธุ์ แจ้งว่า การซ้อมหุ่นเรื่อง “เตลงพ่าย” ครั้งต่อไป จะมีในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมนี้ ดังนั้น ถ้าท่านผู้อ่านสนใจจะชมก็อาจติดต่อขอรับบัตรได้ที่มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต โทร.0-2392-7754
สำหรับผมแล้ว หุ่นเรื่อง “เตลงพ่าย” ของ อ.จักรพันธุ์ นั้น เป็นหนึ่งในร้อยสิ่งที่ผมจะต้องดูให้ได้ในชีวิตนี้ ทีเดียวแหละครับ



