
จะถอยหรือเดินหน้าสู้
นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก้าวมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตการเมือง และตำแหน่งผู้นำรัฐบาล หลังจากบริหารบ้านเมืองได้นานประมาณ 8 เดือน มีประสบการณ์แบบเร่งรัดทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การก่อการจลาจล
การถูกไล่ล่าสังหารโดยกลุ่มมวลชนกระหายเลือด และการประกาศสภาวะฉุกเฉินเพื่อปราบปรามการก่อความไม่สงบ เพื่อหวังปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลง ถ้ารัฐบาลต้องล่ม
ที่ผ่านมานั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ เหมือนตกอยู่ในสภาวะจำยอมมาโดยตลอดต่อพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมุ่งเอาแต่ได้ หวังกอบโกยผลประโยชน์จากทรัพย์สินแผ่นดิน งบประมาณสำหรับโครงการต่างๆ รวมทั้งสัมปทานจากเอกชน โดยขาดจิตสำนึกว่าบ้านเมืองเผชิญวิกฤติด้านเศรษฐกิจ จำเป็นต้องร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูความมั่นคงให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอด แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องเผชิญเกมการเมือง การเอาตัวรอด และพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจในกลุ่มแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ขณะที่รัฐมนตรีจากพรรคไร้ความสามารถและสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการใช้สื่อของรัฐสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้รับรู้ถึงแผนและการกระทำอันชั่วร้ายซ้ำซากโดยเครือข่ายของนักการเมืองหลบหนีโทษอาญาและคำพิพากษาให้จำคุก
การเอาอกเอาใจคนในพรรค การเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาล การละเลยไม่เปลี่ยนแปลงโยกย้ายข้าราชการ ผู้บริหารหน่วยงาน สถาบันของรัฐ ซึ่งจงรักภักดีต่อเครือข่ายอำนาจเก่า กลุ่มผลประโยชน์ทรงอิทธิพล ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ย่ามใจ ยโสโอหัง ลำพองในอำนาจ กล้าขัดขืน แข็งข้อกับนายกฯ อภิสิทธิ์ จนสถานการณ์เลวร้าย ทำให้การบริหารบ้านเมืองเผชิญอุปสรรค เพราะการไม่ให้ความร่วมมือของข้าราชการ และกลุ่มผู้ต้องการอำนาจการเมือง ซึ่งรวมตัวเป็นเครือข่ายใหม่ โดยไม่มีความหวังดีต่อบ้านเมือง ล่าสุดกรณีการประชุมแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งนายกฯ อภิสิทธิ์เผชิญการท้าทายอำนาจและการแข็งขืนจากนักการเมืองร่วมรัฐบาล ข้าราชการประจำ ทำให้เกิดความเสียหายต่อสถานภาพอย่างมากมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์มีหนทางเลือกเพียง 3 ประการ หนึ่ง การอยู่ไปแต่ละวันโดยไร้ความน่าเชื่อถือ สอง การล่าถอย จะลาออกหรือยอมเป็นเบี้ยล่าง ซึ่งทั้งสองประการจะนำไปสู่ความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างมหาศาล เครือข่ายอำนาจเก่าต้องเริ่มรุก และข้าราชการจะเกิดความกระด้างกระเดื่อง การดำเนินนโยบายต่างๆ จะไร้ผล การทุจริต คอรัปชั่น การแสวงหาผลประโยชน์จะมีเพิ่มขึ้น บ้านเมืองจะเสี่ยงต่อความล่มจมในที่สุด
หนทางสุดท้ายคือการใช้อำนาจและความเด็ดขาดภายใต้กฎหมายและตำแหน่งผู้นำรัฐบาลจัดการที่เห็นสมควร เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง พลิกสถานการณ์ เช่น โยกย้ายข้าราชการ นักการเมืองชั่วร้ายออกจากตำแหน่งเพื่อไม่ให้เป็นปฏิปักษ์ต่อการบริหารบ้านเมือง โดยอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ และประกาศเจตนารมณ์ในการทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่ใช่การเอาใจนักการเมืองร่วมพรรค หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาล ถึงแม้จะต้องเสี่ยงกับการถูกล่มรัฐบาล แต่ประชาชนจะเข้าใจ และนายกฯ อภิสิทธิ์ยังมีทางเลือกในอนาคต แทนที่จะปล่อยให้ถึงจุดจบเพราะการบ่อนทำลายและไม่ต่อสู้ดังเช่นสถานภาพในปัจจุบัน ดังนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ต้องกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกในขณะที่ประชาชนให้การสนับสนุน ก่อนจะสายเกินไป



