ยธ.เผย มือฆ่าชิงไอโฟน ที่ผ่านมาติดคุกแค่เดือนเดียว
โฆษกยธ.ร่ายยาว มือฆ่าชิงไอโฟนประวัติก่อคดีเป็นหางว่าว แต่ติดคุกจริงแค่ 1 เดือน แทบไม่เหลือเวลาในโปรแกรมบำบัด ไม่ปัดความรับผิดชอบ แต่ขอกระตุกต่อมมายาคติ สังคม
นายธวัชชัย ไทยเขียว. รองปลัดกระทรวงยุติธรรม. ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงภายหลังสังคมวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่นายกิตติกร หรือต้อม วิดาหะ อายุ 26 ปี แทงหนุ่มบัณฑิตจนถึงแก่ความตายเหตุต้องการปล้นไอโฟนนั้น เข้าออกเรือนจำหลายครั้ง แต่ทำไมจึงกระผิดซ้ำซาก หรือกระบวนการบำบัดไม่ได้ผล ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นในสารบบหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมพบมีการกระทำความผิด 5 ครั้ง จากข้อมูล จะพบว่า 3 คดีแรกได้รับโอกาสให้คุมประพฤติ เพราะกระทำผิดขณะเป็นเด็กและเยาวชน ส่วนที่เหลืออีก 2 คดี มีเพียงคดีเดียวเท่านั้นที่ได้รับโทษให้จำคุก 1 เดือน. ผู้ต้องหารายนี้จึงแทบไม่มีเวลาเหลือในโปรแกรมบำบัดแก้ไขฟื้นฟูในชั้นหลังคำพิพากษาของศาลเลย เนื่องจากเป็นความผิดที่มีอัตราโทษต่ำ ถูกควบคุมตัวในชั้นสอบสวนและพิจารณาคดีก็เพียงสั้นๆ เท่านั้น
"อีกมิติหนึ่ง ที่สังคมไม่เคยมองเลย คือมายาคติต่อผู้กระทำผิดของสังคมที่ยอมรับเขากลับคืนสู่สังคมหรือไม่ ? ลูกหลานเราติดคุกไปรับได้ถึงประตูคุก นำไปเลี้ยงรับขวัญก่อนเข้าไปนอนมุ้งเดียวกับเราได้ แต่ลูกหลานคนอื่นที่ออกจากคุกสังคมไม่รับ เป็นบุคคลน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง สร้างวาทกรรม Hate Speech หรือใช้วาจาสร้างความเกลียดชังใส่พวกเขา อีกทั้งประเทศไทยไปกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเข้าทำงานว่าต้องไม่เคยต้องโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษา ไม่มีการลบประวัติอาชญากรจนถึงวันตาย กระดูกเป็นขี้เถ้าก็เป็นขี้เถ้าของคนขี้คุกขี้ตะราง เขาถึงหางานทำยากมากถึงยากที่สุด ต้องไปเป็นผู้ประกอบการเอง เงินทุนก็ไม่มี ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ จนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนเหลือคนสุดท้ายที่เขาสามารถกลับไปคบได้ก็คือ คนที่เคยต้องโทษ ขี้คุกขี้ตะรางเหมือนกัน สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้ ต้องเดินกลับไปซ้ำรอยเดิม"รองปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุ
นายธวัชชัย กล่าวต่อว่า กระทรวงยุติธรรมทำได้ดีที่สุดคือภายใน 2 ปี ผู้ที่พ้นโทษจะต้องไม่กระทำความผิดซ้ำเกินกว่าร้อยละ 13 เท่านั้น เพราะคนพ้นโทษถูกปล่อยตามคำพิพากษาถือเป็นบุคคลธรรมดาไม่ว่าภาครัฐหรือใครๆก็ไม่มีสิทธิไปเฝ้าระวังติดตาม แต่เราชอบที่จะศึกษาและจดจำคนพ้นโทษแล้วไปกระทำผิดซ้ำ ส่วนคนกระทำผิดที่ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีกซึ่งมีจำนวนมากกว่า เราไม่เคยไปศึกษาและเผยแพร่ว่าทำไมเขาจึงไม่กระทำผิดซ้ำอีก เมื่อถูกผลิตซ้ำทางความคิด จึงทำให้สังคมเชื่อไปแล้วว่า คนพ้นโทษส่วนใหญ่ต้องกระทำผิดซ้ำ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะด้านพัฒนาพฤตินิสัยทั้ง 3 กรม คือ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ และกรมราชทัณฑ์ คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นองค์กรรับผิดชอบไม่ได้ แม้แทบจะไม่มีเวลาเหลือให้ใช้โปรแกรมแก้ไขบำบัดและฟื้นฟูได้เลยก็ตาม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และจะมีการหารือ เพื่อกำหนดมาตรการแนวทางในเชิงระบบต่อไป
สำหรับประวัติการก่อคดีของนายกิตติกร มีดังนี้ 1. เลขคดี 348/2549 ถูกจับกุมฐานความผิด "ละเมิดลิขสิทธิ์" เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2549 คดีดำ 257/2549 คดีแดง 283/2549 ศาลเยาวชนฯ จังหวัดนนทบุรี พิพากษาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 โดยคุมประพฤติ 2 ปีรายงานตัวทุก 2 เดือน ต่อมาผู้ต้องหาผิดเงื่อนไขศาลติดสินใหม่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 คุมประพฤติ 3 ปี
2. เลขคดี 793/2549 ถูกจับกุมฐานความผิด "สูดดมสารระเหย" เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2549 คดีดำ 91/2550 คดีแดง 87/2550 พิพากษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ให้คุมประพฤติ 1 ปีรายงานตัวทุก 2 เดือน
3. สถานีตำรวจอำเภอเมืองนนทบุรีจับกุมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ขณะที่อายุเกินกว่า 18 ปีในความผิด "ฐานบุกรุกทำให้เสียทรัพย์และความผิดต่อร่างกาย" ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือนปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จำเลยต้องขังมาพอแก่ค่าปรับแล้ว จึงได้ปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 หรือในวันเดียวกันกับวันที่พิพากษาคดี. โดยทั้ง 3 คดีผู้กระทำความผิดไม่ไปรายงานตัวตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด พนักงานคุมประพฤติได้รายงานการผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้ศาลทราบ และศาลได้ออกหมายจับแล้วทั้ง 3 คดี
4. กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราปี พ.ศ. 2557 ศาลแขวงสมุทรปราการมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจก่อนคำพิพากษาในโดยพนักงานคุมประพฤติเห็นว่าวิธีการคุมประพฤติไม่เหมาะสมต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาจำคุก 1 เดือนในความผิดดังกล่าวและพ้นโทษไปแล้ว
5. สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด จับกุมเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ในความผิดฐาน "ผลิตและครอบครองพืชกระท่อม(ผลิตน้ำกระท่อม) ศาลจังหวัดนนทบุรี พิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ให้จำคุก 8 เดือนปรับ 12,500 บาทให้จำคุกรอไว้ 2 ปี แต่จำเลยต้องขังมาพอแก่โทษปรับแล้ว จึงได้ปล่อยตัวไป 14 ธันวาคม 2559 หรือปล่อยตัวภายในวันเดียวกันกับวันที่มีคำพิพากษา
ด้านนายวันชัย รุจนวงศ์ อัยการอาวุโส อดีตอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์. ได้โพสต์ข้อความในเฟชบุ๊คส่วนตัวว่า. เพจทนายคู่ใจมั่วมาก วิจารณ์โดยไม่มีข้อเท็จจริง. จริงๆคือผู้กระทำผิด(นายกิตติกร วิดาหะ. คือผู้กระทำผิดในคดีฆ่าปาดคอ เคยติดคุกในฐานะนักโทษคดีถึงที่สุดเพียง 1 เดือนเท่านั้น. เวลา. 1 เดือนไม่มีเวลาบำบัดมากพอ ที่เหลือเป็นการฝากขังระหว่างการสอบสวนดำเนืนคดี ซึ่งเป็นระยะเวลาแต่ละคดีไม่มากนัก ตามกฎหมายผู้ต้องขังระหว่างคดีจึงไม่มีการบำบัดเพราะยังไม่มีคำพิพากษาว่าทำผิดจริงหรือไม่ และสุดท้ายศาลรอการลงโทษและปรับ ซึ่งค่าปรับเมื่อหักวันต้องขังระหว่างคดีแล้วจึงปล่อยตัวเลย. จึงเห็นได้ว่าเพจทนายคู่ใจมั่วมาก หลายครั้งแล้ว
ก่อนหน้านี้เพจทนายคู่ใจเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์รับผิดชอบในคดีฆ่าปาดคอชิงไอโฟนเพราะล้มเหลวในการทำให้ผู้ต้องหาสำนึกผิด



