
นักเรียนโสตศึกษาภูมิใจได้กราบสักการะพระบรมศพ
นักเรียนโสตศึกษาเผยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของการให้ในทุกรูปแบบ
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2560 สำนักพระราชวัง สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 00.40 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 40,970 คน รวม 66 วัน มี 2,863,889 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็น เงิน 4,712,070.75 บาท รวม 66วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 233,176,043.25 บาท
โดยบรรยากาศในช่วงเช้า มีอากาศค่อนข้างเย็น ประชาชนจากต่างจังหวัดเริ่มเดินทางมาต่อแถวเข้ากราบสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด ก่อนเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะเปิดให้เข้าไปยังพระบรมหาราชวังในเวลา 04.50 น. โดยประชาชนใช้เวลาต่อแถวประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็ได้เข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมความตั้งใจ
น.ส.สุนิสา พารหาร อายุ 28 ปี พร้อมด้วย น.ส.ชลิตวรรณ อุปะเก อายุ 24 ปี สองพยาบาลจากโรงพยาบาลมหาสารคาม เดินทางมาพร้อมคณะชาวบ้านที่เดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพ 7 คันรถบัส เผยว่า วันนี้มีหน้าที่ดูแลชาวบ้านส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ โดยนั่งรถกันมานานส่วนมากจะมีอาการหน้ามืด วิงเวียนเล็กน้อย แต่ไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง เพราะส่วนมากเตรียมตัวกันมาพร้อมรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพอย่างดี และวันนี้ถือว่าโชคดีที่อากาศดีอีกทั้งยังไม่ต้องรอนานด้วย
"วันนี้ถือโอกาสมาเข้ากราบสักการะพระบรมศพด้วย รู้สึกปลื้มใจมากๆ ในฐานะคนไทยเราได้มากราบพระองค์ท่านสักครั้งในชีวิต ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายที่ทำให้ประชาชนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ท้อแท้ ตัวเองเป็นคนมหาสารคามตั้งแต่กำเนิด เมื่อก่อนเป็นพื้นที่แห้งแล้งมาก พระองค์ก็มาทำฝนเทียมให้อุดมสมบูรณ์ สอนพสกนิกรทำการเกษตรพอเพียง ให้มีความสุขอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่มหาสารคามมักจะบอกเล่าให้ลูกหลานฟังถึงพระมหากรุณาธิคุณ กันรุ่นต่อรุ่น " น.ส.สุนิสา กล่าว
ด้าน น.ส. ชลิตวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเองทำหน้าที่เป็นพยาบาล เวลาปฏิบัติงานจะนึกถึงเรื่องที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำงานด้วยความเอาใจใส่ทุกอย่าง ทุกเรื่องทรงมีความตั้งใจทำเพื่อประชาชน ซึ่งตัวเองก็นำมาปรับใช้เริ่มจากรู้จักหน้าที่ของตัวเอง รับผิดชอบ และทำด้วยความตั้งใจ ใส่ใจ มีความอดทน เพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างถึงที่สุด
นางวรรยา บุญขวาง คุณครูโรงเรียนโสตศึกษา จ.ชลบุรี พร้อมคณะครู-นักเรียน จำนวน 26 คน กล่าวว่า เดินทางออกมาจากจ.ชลบุรี แล้วมาถึงที่สนามหลวงก่อน 05.00 น. ด้วยความตั้งใจอยากมากราบพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยในฐานะของการเป็นประชาชนคนไทยและคุณครูในโรงเรียนโสตฯ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงไม่ทอดทิ้งเด็กๆ ผู้พิการ ทรงให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา ซึ่งทางโรงเรียนได้ให้นักเรียนเรียนผ่านการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (ไกลกังวล) โดยมีคู่มือของครูเพื่อให้สอนนักเรียนด้วย นอกจากนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้การดูแลพวกเราอย่างต่อเนื่อง เสด็จฯ มาเยี่ยมและทรงคอยให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการสปีช วีฟเวอร์ ให้เด็กผู้บกพร่องทางการได้ยินซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้ยินฝึกหัดการพูด รวมถึงโครงการผ่าตัดประสาทหูเทียมให้แก่เด็กนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ นอกจากนี้ทางโรงเรียนได้ดำเนินตามหลักคำสอนของท่านเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย หลังจากนี้ไม่มีพระองค์ท่านแล้ว แต่อยากให้ทรงช่วยปกปักรักษาคุ้มครองชาวไทยให้มีความสุขเจริญรุ่งเรือง
ด้านนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษา นายศุภเชษฐ พัดเกิด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กล่าวด้วยภาษามือว่า ได้รับรู้เรื่องราวของในหลวง ร.9 ผ่านการอ่านหนังสืิอ ดูโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต เห็นพระองค์ทรงงานหลายอย่างเพื่อคนไทยทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การปลูกข้าว เลี้ยงปลา และการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะที่บ้านก็ทำการเกษตร โดยเราได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องการใช้จ่าย ใช้น้ำ-ไฟ น้ำมัน อย่างประหยัด รวมถึงได้ตั้งจิตจะเป็นเด็กดี ช่วยเหลือสังคม และตั้งใจเรียน แม้หลังจากจบม.6 อาจไม่ได้เรียนต่อปริญญาตรีทันที เพราะอยากจะทำงานก่อนเพื่อหาเงินมาเป็นทุนและช่วยเหลือครอบครัว ไม่ให้เป็นภาระของพ่อแม่และสังคม
ด้าน นายพงศ์พณิช อินทรีย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้บกพร่องทางการได้ยิน บอกเล่าความรู้สึกผ่านภาษามือภายหลังได้เข้ากราบสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ ว่า ภายหลังที่ได้ทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 รู้สึกเสียใจมากที่สูญเสียพระองค์ เพราะตัวเองได้ซึมซับเรื่องราวของพระองค์มาตลอดผ่านการเรียนการสอบของโรงเรียนทั้งเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรมคำสอนต่างๆ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบของการให้ ทรงคิดและทำสิ่งดีๆ กับประชาชนเสมอ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเลย ส่วนในวันนี้ตนรู้สึกภูมิใจมากที่ได้เข้าถวายสักการะ และหลังจากวันนี้แล้วตนจะจดจำและนำประสบการณ์ไปบอกต่อเพื่อนๆ หน้าชั้นเรียน เพราะมีหลายคนอยากมาแต่ไม่มีโอกาส
"ผมอยากบอกคนไทยว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของการให้ในทุกรูปแบบ รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชนในการเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ และอยากคุณพ่อทุกคนยึดตามแบบอย่างที่ดีนั้นด้วย" นักเรียนหนุ่มเผยความรู้สึก
นายเวียน วงศา อายุ 73 ปี พสกนิกรจาก จ.สุรินทร์ เดินทางมาโดยรถโดยสารประจำทางพร้อมลูกสาวและหลานสาวทั้งหมด 6 คน เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกร ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ แบบไม่ใช้สารเคมี เพราะดำเนินชีวิตอาชีพตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 ให้พอมีพอกิน ทำเองใช้เอง มีเหลือแจกจ่ายให้ญาติพี่น้อง เลี้ยงลูกจนจบปริญญาทั้ง 8 คน ชีวิตมีความสุขดี เราโชคดีที่มีพระองค์ท่านเป็บแบบอย่างให้ดำเนินรอยตาม พระองค์เต็มเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพอย่างยิ่ง
"ตื้นตันใจอย่างมาก เมื่อได้ก้มกราบศีรษะแตะที่พื้น ขนลุกทันที เพราะสิ่งที่พระองค์ทำมาตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นใครทำมาก่อน พระองค์ทำเพื่อปวงชนชาวไทย ไม่แบ่งแยก อาชีพเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย ทรงทำให้พวกเรายังคงมีอาชีพของตนเองตราบชั่วลูกชั่วหลาน ส่วนตัวสมัยหนุ่มๆ เคยเฝ้ารับเสด็จฯ ในหลวง ร.9 เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ และอำเภอรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ตนอยู่ห่างเพียง 1 เมตร ได้ก้มกราบทั้ง 2 พระองค์ ยังเป็นความรู้สึกตื้นตันใจมาจนถึงทุกวันนี้ " นายเวียนกล่าว



