
"อำนาจ"ยันไม่แขวนนวม ขอลุยโอลิมปิก 2020
“เจ้าเพชร” อำนาจ รื่นเริง นักชกเสื้อกล้ามทีมชาติไทยชุดโอลิมปิก 2016 ยืนยัน จะไม่แขวนนวม ขอพิสูจน์ฝีมืออีกครั้งถึงโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่น
ความเคลื่อนไหวของทีมมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย หลังจากย้ายมาปักหลักเก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ที่สถาบันพัฒนากีฬามวยสากลแห่งชาติ ตั้งอยู่ภายในศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ กกท. ที่อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ภายใต้การควบคุมการซ้อมอย่างเข้มข้นของ จูเลียน ริคาร์โด กอนซาเลซ เซเดโย เฮดโค้ชชาวคิวบา และสองสตาฟฟ์โค้ชชาติเดียวกัน คือ เอสเตบัน อเลกซิส ดิแอซ สกอตต์ และฮวน เอ็นริเก เมนเดซ แบร์เรียนตอ ซึ่งมีโปรแกรมเดินทางไปล่าเหรียญทองกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 เดือนสิงหาคม 2560 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
ล่าสุดในส่วนของ “เจ้าเพชร” อำนาจ รื่นเริง หรือชื่อในการชกอาชีพก็คือ อำนาจ เกษตรพัฒนา อดีตแชมเปี้ยนโลกรุ่นฟลายเวท สหพันธ์มวยนาชาติ (ไอบีเอฟ) ที่เบนเข็มไปรับใช้ชาติเมื่อโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่บราซิล เปิดเผยว่า หลังจากย้ายมาเก็บตัวฝึกซ้อมในสถานที่แห่งใหม่ได้กว่า 1 เดือนแล้ว ในส่วนตัวมีสมาธิและการพัฒนาดีขึ้นมาก เพราะด้วยโปรแกรมการฟิตซ้อมที่หนักหน่วงทั้งเช้าและเย็นของโค้ชเซเดโย ที่เข้ามาเติมเต็มทั้งในเรื่องของพื้นฐานและพละกำลัง รวมไปถึงการออกหมัดชุดต่างๆ อีกทั้งยังสอนเทคนิคการป้องกันตัวจากการออกหมัดของคู่แข่ง
ทั้งนี้ โค้ชเซเดโย ได้ย้ำกับนักชกทุกคนว่า ต่อให้ชกดีและขยันออกหมัดมากแค่ไหน แต่ถ้าหากไม่มีเกมรับและป้องกันตัวที่ดีแล้ว ก็ใช่ว่านักชกคนนั้น จะเป็นผู้ชนะเสมอไป แถมต้องลงทุนเยอะเจ็บตัวหนัก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนักมวยเอง ทำให้ตอนนี้ได้รับรู้ข้อมูลและเทคนิคต่างๆ จากโค้ชคิวบาค่อนข้างมาก สร้างความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น
“หลายอย่างที่โค้ชเซเดโย อธิบายและฝึกสอนนั้น สามารถนำใช้ได้ในสถานการณ์จริง ยิ่งเวลานี้มวยสากลสมัครเล่นมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการให้คะแนน สหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ หรือไอบา พยายามเลียนแบบการชกมวยสากลอาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ผ่านมาทาง เซเดโย ประสบความสำเร็จพานักชกของชาติตัวเองคว้ามาได้ถึง 2 เหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ดังนั้นในเรื่องของประสบการณ์และการอ่านเกมนักชกจากทั่วโลกเป็นเรื่องที่ไว้ใจได้ เนื่องจากทีมงานโค้ชคิวบาชุดนี้มีข้อมูลนักชกในแต่ละรุ่นและรายละเอียดต่างๆ เก็บไว้เป็นอย่างดี ทุกอย่างคงขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่ตัวนักชกไทยต้องไปพบคู่แข่งระดับไหน ซึ่งในระดับอาเซียนและเอเชียยังมีข้อมูลน้อยอยู่ แต่ในย่านนี้นักชกไทยของเราเองก็ไม่เป็นสองรองใคร” เจ้าเพชร กล่าว
ส่วนเรื่องอนาคตในการชกของเจ้าตัวนั้น “เจ้าเพชร” ในวัย 36 ปี ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้รู้สึกหมดหวัง หมดกำลังใจ โดยเฉพาะเรื่องร้ายๆ จากการไปชกมวยอาชีพ ทำให้เคยคิดจะแขวนนวม แต่เมื่อได้กลับมาสวมเสื้อกล้ามติดธงไตรรงค์ รวมทั้งพูดคุยกับ “บิ๊กชาย” นายสมชาย พูลสวัสดิ์ ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิคสมาคม ที่มอบโอกาสและสอนวิธีคิดหลายอย่าง ทำให้มีกำลังใจฮึดขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง ส่งผลให้ทุกวันนี้มีความสุขกับการฟิตซ้อมดูแลตัวเองเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้นพี่ๆ น้องๆ นักชกทีมชาติภายในแคมป์เดียวกัน ทุกคนมีความทุ่มเทตั้งใจและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงอยากจะสร้างผลงานและความสำเร็จมาสู่ตัวเองและประเทศชาติอีกครั้ง ดังนั้นจึงยังมีแรงใจที่จะมุ่งมั่น สู่โอลิมปิกเกมส์ในอีก 4 ปีข้างหน้า และเมื่อจบโอลิมปิก ศึกโตเกียวเกมส์ 2020 แล้ว ค่อยมาว่ากันใหม่อีกครั้ง แต่ ณ เวลานี้มีความพร้อมและตั้งใจเต็มที่ในการรับใช้ชาติไทยเพื่อสร้างความสำเร็จต่อไป



