
ส่องราคาสินค้าแนวโน้ม‘ทรงตัว’
ส่องราคาสินค้าแนวโน้ม ‘ทรงตัว’ ต้นทุนไม่ขยับอย่าคิด ‘มั่วนิ่ม’ ขอขึ้น
สถานการณ์ “ราคาสินค้า” ปีที่ผ่านมา ในภาพรวมดูไม่หวือหวานัก สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ราคาทรงตัว จะมีก็แต่สินค้าเกษตรสำคัญๆ เช่น ข้าว มีราคาตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ส่วนในปี 2560 ดูเหมือนจะมีตัวเร่งอยู่หลายปัจจัยทีเดียว เช่น การปรับขึ้นค่าแรง ราคาน้ำมัน ซึ่งปรับสูงขึ้นตั้งแต่ปลายปีก่อน และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้าทั้งสิ้น
นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในปีนี้ที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ ราคาพลังงาน โดยมองว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นพอสมควร ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ราคาสินค้าทุกอย่างในประเทศปรับสูงขึ้นได้
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในปี 2559 แตะอยู่ที่ราวๆ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนปี 2560 นี้ มีโอกาสปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ แต่จากนั้นก็มีโอกาสที่จะขยับลงมา ส่วนจะกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งขนาดไหนนั้น ยังต้องติดตามดูว่าในครึ่งปีหลังของปี ผลการประชุมโอเปคในเรื่องการลดกำลังการผลิตน้ำมันลงนั้น จะมีผลต่อเนื่องยาวนานขนาดไหน รวมทั้งเมื่อตัดช่วงฤดูกาลที่ประเทศในซีกตะวันตกมีการใช้พลังงานปริมาณมากออกไปด้วย
“คาดว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ก็น่าจะทำให้มองเห็นแนวโน้มและทิศทางราคาพลังงานได้ชัดเจนขึ้น หากยังมีทิศทางสูงขึ้นต่อเนื่องก็มีแนวโน้มที่ค่าขนส่งจะขอปรับขึ้นได้ อย่างไรก็ตามหากดูราคาน้ำมันดีเซลในบ้านเราตอนนี้อยู่ที่ประมาณลิตรละ 26 บาท แต่หากใกล้แตะที่ระดับ 30 บาท ก็อาจจะเริ่มๆ เห็นการขอขึ้นค่าขนส่ง” นายวชิร กล่าว
ปัจจัยต่อมาคือ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอัตรา 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 อาจจะมีส่วนผลักดันให้สินค้าบางประเภทที่มีต้นทุนค่าแรงสูงต้องปรับขึ้นราคา อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงในปีนี้ถือเป็นการปรับขึ้นตามวาระปกติ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และธุรกิจก็พร้อมปรับตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนธุรกิจก็เพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากสองปัจจัยหลักดังกล่าวแล้ว นายวชิร กล่าวว่า หากในปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นจริงก็อาจจะส่งผลให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นต้นทุนธุรกิจที่อาจจะต้องผลักภาระมาให้ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีแรก 2560 อาจจะยังไม่เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากจะขยับขึ้นคงจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง ที่ภาวะเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้นจากครึ่งปีแรกที่ยังต้องใช้มาตรการผลักดัน โดยมองว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นได้อยู่ที่ราว 0.5-0.75%
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาสินค้าในภาพรวมมองว่า “ทรงตัว” การปรับขึ้นราคาสินค้าจะมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ยังมีการควบคุมราคาอย่างเข้มงวด ทำให้สินค้าหลายประเภทไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองมองสถานการณ์การแข่งขันในตลาดสูง ทำให้ยังไม่กล้าที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากผู้บริโภคเองยังไม่นิยมสินค้าที่มีราคาแพงนอกจากสินค้าจำเป็น แต่ก็อาจจะทำให้ได้เห็นการใช้เทคนิคการปรับราคาในทางอ้อม เช่น การลดปริมาณ ลดขนาดของสินค้าลง แต่ขายราคาเท่าเดิม เช่นตามร้านอาหาร หากเดิมใช้ไข่ไก่ฟองใหญ่ก็อาจจะลดขนาดเป็นฟองเล็กลง เพื่อเป็นการลดต้นทุนแทน เป็นต้น โดยมองกรอบเงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ 1-2% ซึ่งไม่สูงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการดูแลของภาครัฐ
ส่วนราคาสินค้าเกษตรในปี 2560 นี้ มีทิศทางทรงตัวและไม่ได้หวือหวามากนัก เช่น ข้าวที่มองว่าราคายังทรงตัวเพราะปริมาณการผลิตมีมาก แต่ปริมาณความต้องการข้าวโลกไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ราคายางจะปรับดีขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ก็จะยังไม่ได้เห็นราคายางปรับขึ้นไปสูงอย่างที่เคยเกิดขึ้น
ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มองสถานการณ์ราคาสินค้าในปีนี้ว่า น่าจะยังคงทรงตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ ที่แม้ว่าจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนัก โดยภาวะเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นในแง่การจับจ่ายสอยของประชาชนโดยออกโครงการให้คนออกมาซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังเป็นมาตรการระยะสั้นที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะยาว
นอกจากนี้ยังพบว่ากำลังการผลิตของผู้ผลิตก็ยังใช้ไม่เต็มที่ อย่างในช่วงปีใหม่ที่ห่วงกันว่าราคาสินค้าจะขึ้นหรือไม่ แต่หากลงไปดูจะพบว่าผู้ผลิตสินค้ายังมีการแข่งขันสูง จึงจะเห็นการแข่งขันกันลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า แย่งกลุ่มลูกค้ากันมากกว่า
ส่วนปัจจัยด้านค่าแรงนั้นจะมีการปรับขึ้นค่าแรงจากวันละ 300 บาท เป็น 305-310 บาท ใน 69 จังหวัด โดยปรับเพิ่มขึ้น 5-10 บาท ขณะที่อีก 8 จังหวัด ไม่ได้ปรับขึ้นค่าแรง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการแล้วพบว่ามีผลกระทบน้อยมาก โดยกระทบราว 0.01-1.02% จึงมองว่ายังไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะขอปรับขึ้นราคาสินค้า เช่น อาหารปรุงสำเร็จ หรือข้าวราดกะเพรา จานละ 35 บาท มีผลกระทบต่อต้นทุนเพียง 0.11-0.20 บาทเท่านั้น
ส่วนนมยูเอชที กล่องละ 12 บาท มีกระทบ 0.04-0.07% หรือปรับเพิ่มขึ้นกล่องละ 0.004-0.008 บาท หรือไม่ถึง 1 สตางค์, ผงซักฟอกถุงละ 63 บาท มีผลกระทบทำให้ต้นทุนขึ้น 0.07-0.13% หรือเพิ่มขึ้นถุงละ 4-8 สตางค์ และเสื้อนักเรียน ซึ่งใช้แรงงานสูงในการตัดเย็บ ก็ยังมีผลกระทบน้อย เช่น ถ้าราคาตัวละ 180 บาท อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณตัวละ 0.94-1.74 บาทเท่านั้น
“ขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้าเข้ามา ซึ่งการใช้จ่ายของประชาชนก็เป็นไปอย่างระมัดระวัง แต่ก็จะใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งปีหน้าน่าจะเห็นโครงการประชารัฐต่างๆ ออกมามากขึ้นที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในแง่การผลิต เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในทุกด้าน”
อย่างไรก็ตาม กรมยังติดตามดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และพยายามตอบสนองด้วยความรวดเร็ว หากมีการโทรเข้ามาร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 โดยมีสินค้าที่ติดตามดูแลถึง 205 สินค้า ซึ่งครอบคลุมสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชน
ล่าสุดรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต้องติดตามภาวะราคาเป็นประจำทุกวัน ณ เดือนพฤศจิกายน 2559 มีจำนวน 27 รายการ ประกอบด้วยสินค้าควบคุมที่มีมาตรการกฎหมาย 17 รายการ คือน้ำตาลทราย น้ำมันพืช อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิด นมผง นมสด เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม เหล็กเส้น ก๊าซหุงต้ม ก๊าซแอลพีจีรถยนต์ ปุ๋ยเคมี ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช หรือโรคพืช เครื่องสูบน้ำ ยางรถยนต์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวสาลี
ส่วนสินค้าควบคุมไม่มีมาตรการตามกฎหมายมี 7 รายการ ประกอบด้วย ไข่ไก่ สุกรชำแหละ ข้าวสารบรรจุถุง อาหารสัตว์ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และเหล็กแผ่นรีดร้อน ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มราคาขยับขึ้นอยู่ในรายการที่ต้องติดตามทุกวัน มี 3 รายการ คือ อาหารปรุงสำเร็จ เสื้อผ้าไว้ทุกข์ และทราย
ขณะที่สินค้าซึ่งมีความจำเป็นน้อย หรือมีการแข่งขันสูง ได้ถูกลดระดับการติดตามดูแลจากที่ต้องติดตามเป็นประจำ เป็นการติดตามเฉพาะที่มีการร้องเรียน จำนวน 35 รายการ เช่น น้ำอัดลม ครีมบำรุงผิว โฟมล้างหน้า หม้อหุงข้าว โทรทัศน์ เครื่องเป่าผม กระติกน้ำ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่สำรอง แว่นสายตาและคอนแทคเลนส์สายตา เป็นต้น



