ข่าว

ส่องราคาสินค้าแนวโน้ม‘ทรงตัว’

ส่องราคาสินค้าแนวโน้ม‘ทรงตัว’

05 ม.ค. 2560

ส่องราคาสินค้าแนวโน้ม ‘ทรงตัว’ ต้นทุนไม่ขยับอย่าคิด ‘มั่วนิ่ม’ ขอขึ้น

 

         สถานการณ์ “ราคาสินค้า” ปีที่ผ่านมา ในภาพรวมดูไม่หวือหวานัก สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ราคาทรงตัว จะมีก็แต่สินค้าเกษตรสำคัญๆ เช่น ข้าว มีราคาตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ส่วนในปี 2560 ดูเหมือนจะมีตัวเร่งอยู่หลายปัจจัยทีเดียว เช่น การปรับขึ้นค่าแรง ราคาน้ำมัน ซึ่งปรับสูงขึ้นตั้งแต่ปลายปีก่อน และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้าทั้งสิ้น

         นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในปีนี้ที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ ราคาพลังงาน โดยมองว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นพอสมควร ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ราคาสินค้าทุกอย่างในประเทศปรับสูงขึ้นได้

         ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในปี 2559 แตะอยู่ที่ราวๆ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนปี 2560 นี้ มีโอกาสปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ แต่จากนั้นก็มีโอกาสที่จะขยับลงมา ส่วนจะกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งขนาดไหนนั้น ยังต้องติดตามดูว่าในครึ่งปีหลังของปี ผลการประชุมโอเปคในเรื่องการลดกำลังการผลิตน้ำมันลงนั้น จะมีผลต่อเนื่องยาวนานขนาดไหน รวมทั้งเมื่อตัดช่วงฤดูกาลที่ประเทศในซีกตะวันตกมีการใช้พลังงานปริมาณมากออกไปด้วย

         “คาดว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ก็น่าจะทำให้มองเห็นแนวโน้มและทิศทางราคาพลังงานได้ชัดเจนขึ้น หากยังมีทิศทางสูงขึ้นต่อเนื่องก็มีแนวโน้มที่ค่าขนส่งจะขอปรับขึ้นได้ อย่างไรก็ตามหากดูราคาน้ำมันดีเซลในบ้านเราตอนนี้อยู่ที่ประมาณลิตรละ 26 บาท แต่หากใกล้แตะที่ระดับ 30 บาท ก็อาจจะเริ่มๆ เห็นการขอขึ้นค่าขนส่ง” นายวชิร กล่าว

         ปัจจัยต่อมาคือ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอัตรา 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 อาจจะมีส่วนผลักดันให้สินค้าบางประเภทที่มีต้นทุนค่าแรงสูงต้องปรับขึ้นราคา อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงในปีนี้ถือเป็นการปรับขึ้นตามวาระปกติ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และธุรกิจก็พร้อมปรับตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนธุรกิจก็เพิ่มขึ้นด้วย

         นอกจากสองปัจจัยหลักดังกล่าวแล้ว นายวชิร กล่าวว่า หากในปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นจริงก็อาจจะส่งผลให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นต้นทุนธุรกิจที่อาจจะต้องผลักภาระมาให้ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีแรก 2560 อาจจะยังไม่เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากจะขยับขึ้นคงจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง ที่ภาวะเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้นจากครึ่งปีแรกที่ยังต้องใช้มาตรการผลักดัน โดยมองว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นได้อยู่ที่ราว 0.5-0.75%

         อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาสินค้าในภาพรวมมองว่า “ทรงตัว” การปรับขึ้นราคาสินค้าจะมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ยังมีการควบคุมราคาอย่างเข้มงวด ทำให้สินค้าหลายประเภทไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองมองสถานการณ์การแข่งขันในตลาดสูง ทำให้ยังไม่กล้าที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากผู้บริโภคเองยังไม่นิยมสินค้าที่มีราคาแพงนอกจากสินค้าจำเป็น แต่ก็อาจจะทำให้ได้เห็นการใช้เทคนิคการปรับราคาในทางอ้อม เช่น การลดปริมาณ ลดขนาดของสินค้าลง แต่ขายราคาเท่าเดิม เช่นตามร้านอาหาร หากเดิมใช้ไข่ไก่ฟองใหญ่ก็อาจจะลดขนาดเป็นฟองเล็กลง เพื่อเป็นการลดต้นทุนแทน เป็นต้น โดยมองกรอบเงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ 1-2% ซึ่งไม่สูงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการดูแลของภาครัฐ

         ส่วนราคาสินค้าเกษตรในปี 2560 นี้ มีทิศทางทรงตัวและไม่ได้หวือหวามากนัก เช่น ข้าวที่มองว่าราคายังทรงตัวเพราะปริมาณการผลิตมีมาก แต่ปริมาณความต้องการข้าวโลกไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ราคายางจะปรับดีขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ก็จะยังไม่ได้เห็นราคายางปรับขึ้นไปสูงอย่างที่เคยเกิดขึ้น

         ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มองสถานการณ์ราคาสินค้าในปีนี้ว่า น่าจะยังคงทรงตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ ที่แม้ว่าจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนัก โดยภาวะเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นในแง่การจับจ่ายสอยของประชาชนโดยออกโครงการให้คนออกมาซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังเป็นมาตรการระยะสั้นที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะยาว

         นอกจากนี้ยังพบว่ากำลังการผลิตของผู้ผลิตก็ยังใช้ไม่เต็มที่ อย่างในช่วงปีใหม่ที่ห่วงกันว่าราคาสินค้าจะขึ้นหรือไม่ แต่หากลงไปดูจะพบว่าผู้ผลิตสินค้ายังมีการแข่งขันสูง จึงจะเห็นการแข่งขันกันลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า แย่งกลุ่มลูกค้ากันมากกว่า

         ส่วนปัจจัยด้านค่าแรงนั้นจะมีการปรับขึ้นค่าแรงจากวันละ 300 บาท เป็น 305-310 บาท ใน 69 จังหวัด โดยปรับเพิ่มขึ้น 5-10 บาท ขณะที่อีก 8 จังหวัด ไม่ได้ปรับขึ้นค่าแรง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการแล้วพบว่ามีผลกระทบน้อยมาก โดยกระทบราว 0.01-1.02% จึงมองว่ายังไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะขอปรับขึ้นราคาสินค้า เช่น อาหารปรุงสำเร็จ หรือข้าวราดกะเพรา จานละ 35 บาท มีผลกระทบต่อต้นทุนเพียง 0.11-0.20 บาทเท่านั้น

         ส่วนนมยูเอชที กล่องละ 12 บาท มีกระทบ 0.04-0.07% หรือปรับเพิ่มขึ้นกล่องละ 0.004-0.008 บาท หรือไม่ถึง 1 สตางค์, ผงซักฟอกถุงละ 63 บาท มีผลกระทบทำให้ต้นทุนขึ้น 0.07-0.13% หรือเพิ่มขึ้นถุงละ 4-8 สตางค์ และเสื้อนักเรียน ซึ่งใช้แรงงานสูงในการตัดเย็บ ก็ยังมีผลกระทบน้อย เช่น ถ้าราคาตัวละ 180 บาท อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณตัวละ 0.94-1.74 บาทเท่านั้น

         “ขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้าเข้ามา ซึ่งการใช้จ่ายของประชาชนก็เป็นไปอย่างระมัดระวัง แต่ก็จะใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งปีหน้าน่าจะเห็นโครงการประชารัฐต่างๆ ออกมามากขึ้นที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในแง่การผลิต เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในทุกด้าน”

         อย่างไรก็ตาม กรมยังติดตามดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และพยายามตอบสนองด้วยความรวดเร็ว หากมีการโทรเข้ามาร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 โดยมีสินค้าที่ติดตามดูแลถึง 205 สินค้า ซึ่งครอบคลุมสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชน 

         ล่าสุดรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต้องติดตามภาวะราคาเป็นประจำทุกวัน ณ เดือนพฤศจิกายน 2559 มีจำนวน 27 รายการ ประกอบด้วยสินค้าควบคุมที่มีมาตรการกฎหมาย 17 รายการ คือน้ำตาลทราย น้ำมันพืช อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิด นมผง นมสด เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม เหล็กเส้น ก๊าซหุงต้ม ก๊าซแอลพีจีรถยนต์ ปุ๋ยเคมี ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช หรือโรคพืช เครื่องสูบน้ำ ยางรถยนต์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวสาลี

         ส่วนสินค้าควบคุมไม่มีมาตรการตามกฎหมายมี 7 รายการ ประกอบด้วย ไข่ไก่ สุกรชำแหละ ข้าวสารบรรจุถุง อาหารสัตว์ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และเหล็กแผ่นรีดร้อน ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มราคาขยับขึ้นอยู่ในรายการที่ต้องติดตามทุกวัน มี 3 รายการ คือ อาหารปรุงสำเร็จ เสื้อผ้าไว้ทุกข์ และทราย

         ขณะที่สินค้าซึ่งมีความจำเป็นน้อย หรือมีการแข่งขันสูง ได้ถูกลดระดับการติดตามดูแลจากที่ต้องติดตามเป็นประจำ เป็นการติดตามเฉพาะที่มีการร้องเรียน จำนวน 35 รายการ เช่น น้ำอัดลม ครีมบำรุงผิว โฟมล้างหน้า หม้อหุงข้าว โทรทัศน์ เครื่องเป่าผม กระติกน้ำ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่สำรอง แว่นสายตาและคอนแทคเลนส์สายตา เป็นต้น