ข่าว

ราคาน้ำมันปี60ขยับขึ้น

ราคาน้ำมันปี60ขยับขึ้น

05 ม.ค. 2560

ราคาน้ำมันปี60ขยับขึ้น ภาวะตลาดเข้าสู่สมดุล

 

          ราคาน้ำมันดิบในปี 2559 ยังคงประสบปัญหาอุปทานล้นตลาดตลอดทั้งปี ทำให้ราคาปรับลดลงจากราคาเฉลี่ยในปี 2558 โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ราคาปรับลดลงอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีผู้ผลิตกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกกลับมาหารือกันอีกครั้ง ซึ่งข้อตกลงของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 และกลุ่มนอกโอเปกในวันที่ 10 ธันวาคม 2559 ได้ข้อสรุปที่จะปรับลดกำลังผลิตลงราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับการผลิตเดือนตุลาคม 2559 สำหรับผู้ผลิตในกลุ่มโอเปก และ 558,000 บาร์เรลต่อวัน สำหรับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก โดยมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2560 เป็นระยะเวลา 6 เดือน

          จากการวิเคราะห์ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ความร่วมมือปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตกลุ่มโอเปก และนอกกลุ่มโอเปกในครั้งนี้ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบโลกปรับลดลงราว 1.8 ล้านบาร์เรล หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 2 ของอุปทานน้ำมันดิบโลกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ที่อุปทานอาจจะหายไปน้อยกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากข้อตกลงในครั้งนี้ยินยอมให้ลิเบียและไนจีเรีย สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้ตามปกติ ส่งผลให้อุปทานจากลิเบีย และไนจีเรียอาจปรับเพิ่มมากขึ้น หลังเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศคลี่คลายลง ประกอบกับผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกอาจผลิตเกินปริมาณการผลิตที่กำหนดในข้อตกลงเมื่อครั้งก่อนๆ ที่มีข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต

          นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการใช้น้ำมันดิบโลกยังเผชิญกับความผันผวน และความไม่แน่นอนจากการที่สหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 มาสู่ระดับร้อยละ 0.50-0.75 ซึ่งทำให้นักลงทุนโยกย้ายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกับสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างความผันผวนให้แก่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันดิบ

          สำหรับมุมมองต่อราคาน้ำมันในปี 2560 นั้น ไทยออยล์คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยในกรอบ 50–55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2559 จากอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปของโลกที่ขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 (สำนักงานพลังงานสากล-ไออีเอ เดือนธันวาคม 2559) เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปทานน้ำมันดิบโลกที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอุปสงค์ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปกที่จะปรับลดปริมาณการผลิตรวมกันราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 32.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ตลาดยังเผชิญกับความเสี่ยงกับการปรับเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตในไนจีเรียและลิเบีย รวมถึงผู้ผลิตกลุ่มโอเปกอาจปรับลดกำลังการผลิตได้น้อยกว่าข้อตกลง 

          นอกจากนี้ ข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตครั้งนี้มีผลบังคับใช้เพียง 6 เดือน และอาจไม่มีการยืดระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตได้ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิตกลุ่มโอเปกจะปรับเพิ่มปริมาณการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ส่งผลให้ปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกอาจปรับลดลงน้อยกว่าที่กลุ่มโอเปกตกลงกันไว้ และเฉลี่ยอยู่ที่ 33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับลดลงจากปี 2559 ประมาณ 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ปริมาณการผลิตของผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปริมาณการผลิตของสหรัฐ อาจกลับมาผลิตเพิ่มมากขึ้นในปี 2560 จากราคาน้ำมันดิบที่เริ่มฟื้นตัว ในขณะที่ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกอื่นๆ ที่เข้าร่วมกับข้อตกลงการลดกำลังการผลิตจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปริมาณการผลิตรวมเพิ่มขึ้นไม่มากนัก 

          “จากสภาวะที่อุปสงค์เติบโตมากกว่าอุปทาน จะส่งผลให้ในปี 2560 ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสมดุลและอาจกลับมาสู่ภาวะขาดตลาดในที่สุด”

          ขณะที่ นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ในปี 2560 ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในระดับ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มจากระดับ 40-42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปีนี้ โดยความต้องการน้ำมันดิบของโลกจะเพิ่มขึ้นราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากสภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และผลจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวระดับต่ำ ส่งผลให้มีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 6 แสนบาร์เรลต่อวัน หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีแนวโน้มที่จะมีมาตรการควบคุมกำลังการผลิตมากขึ้น ประกอบกับกำลังการผลิตจากผู้ผลิตนอกโอเปกที่เริ่มฟื้นตัวก็ยังอยู่ในปริมาณจำกัด สภาวะล้นตลาดของน้ำมันดิบจึงเริ่มลดน้อยลง และคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลในช่วงครึ่งหลังปี 2560

          อย่างไรก็ตาม ทิศทางและราคาน้ำมันหลังปี 2560 ยังคงมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยที่เกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม นโยบายของประเทศหลักของโลก การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อุปกรณ์เก็บพลังงานประจำบ้าน เป็นต้น การพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศด้วย