
ปัจจัยนอกยังกดดัน‘ส่งออก’
โลกกำลังอยู่ในยุคการสร้างสมดุลระหว่างการค้าเสรีและการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ขึ้นอยู่ว่าใครจะมีดีกรีการปกป้องผลประโยชน์มากกว่ากัน
ตัวเลขการส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่เปิดเผยออกไปแล้วนั้น ทำให้ยอดส่งออกของไทยตลอดทั้งปีที่ผ่านมาดูดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งติดลบสูงถึง 5.79% โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ คาดว่าปี 2559 การส่งออกจะมีมูลค่าระหว่าง 2.142 ถึง 2.149 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรืออยู่ในช่วง -0.1-0.2% โดยยังลุ้นว่าจะพลิกกลับมาอยู่ในฝั่งบวกในรอบ 4 ปี ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมแล้วการส่งออกของปีที่ผ่านมาดูจะยังทรงตัว แต่หากมองไปข้างหน้าคือในปี 2560 นี้ จากการสำรวจตัวเลขคาดการณ์ของหลายหน่วยงานแล้ว พบว่าแม้จะไม่ได้เติบโตสูงอย่างที่อยากจะให้เป็นเช่นในอดีต แต่ก็ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยธนาคารโลกมองการส่งออกของไทยในปีนี้ไว้ที่เติบโต 1%, หอการค้าไทย คาดเติบโต 0-2%, สภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) คาด 0-1%, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองไว้ที่ 0% และธนาคารกสิกรไทย มองเติบโต 0.8%
ด้านฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2560 จะขยายตัวถึง 1.8% และที่มองปีนี้ว่าสดใสสุดๆ ก็คือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมองว่าน่าจะขยายตัวได้ 2.5%-3% สอดคล้องกับเป้าหมายการทำงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ที่มองการเติบโตไว้ 3% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่เป็นข้อกังวลต่อภาวะการค้าโลก ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจและการเมืองโลก ซึ่งดูจะผันผวนและร้อนแรงมากกว่าปีก่อน
มาลี โชคล้ำเลิศ
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้คาดการณ์การส่งออกในปีนี้ไว้ว่าจะขยายตัวที่ 3% ภายใต้สมมุติฐานค่าเงินบาทที่เฉลี่ย 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมัน 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกทั้งปีประมาณ 2.214 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกจะขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวอย่างเปราะบาง
ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 3.4% โดยมีกลไกขับเคลื่อนสำคัญจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอินเดียและอาเซียน ในขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกยังคงชะลอตัว ทั้ง สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ตลอดจนสหรัฐ ซึ่งมีความไม่แน่นอนจากนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนของประธานาธิบดีคนใหม่
ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ได้ประเมินสถานการณ์ส่งออกปีหน้าไปในทิศทางเดียวกันว่าจะขยายตัวได้เล็กน้อย โดยสภาพัฒน์ประมาณการไว้ที่เติบโต 2.4% และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการที่เติบโต 1.8%
นางมาลี กล่าวด้วยว่า ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เช่น อินเดีย อาเซียน รัสเซีย และตะวันออกกลาง ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวดี ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากผลการเจรจาของกลุ่มโอเปคที่บรรลุข้อตกลงในการคงกำลังการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงระดับราคาสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และกำลังซื้อจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตที่จะปรับตัวสูงขึ้น สุดท้ายจะเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการดึงดูดการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ และการสนับสนุนและช่วยเหลือเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจำเป็นซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ค่าเงินบาทมีความผันผวน ความไม่แน่นอนของนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ และผลกระทบจากกรณี BREXIT ซึ่งในขณะนี้ยังมีความไม่ชัดเจนทำให้ยากที่จะประเมินผลกระทบ โดยประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดจะแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ตลอดจนปัจจัยจากกรณีอังกฤษจะเริ่มกระบวนการถอนตัวจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการภายในเดือนมีนาคม 2560 และยังมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญและปัญหาหนี้สาธารณะในอิตาลี การเลือกตั้งในฝรั่งเศสและเยอรมนี สถานการณ์การเงินของยุโรปและจีน
ขณะเดียวกันมาตรการทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า อาทิ การเก็บภาษี แวต สินค้านำเข้า 10% ของลาว ซึ่งนำร่อง ณ ด่านสะพานมิตรภาพเวียงจันทน์-หนองคาย เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และการเตรียมจะขึ้นภาษี แวต ของญี่ปุ่นจาก 8% เป็น 10% ใน 2562 และมาตรการจำกัดการปล่อยก๊าซ CO2 ของตะวันออกกลาง เป็นต้น
ด้านความเห็นจากผู้ประกอบการกลับมองทิศทางการส่งออกเป็นตัวเลขค่อนข้างต่ำ คือแม้จะโตแต่ก็ยังไม่มากนัก โดยนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกของไทยปีที่ผ่านมาไม่เติบโตเนื่องจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่แน่นอนและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งเชื่อว่าปี 2560 จะผันผวนมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แม้ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2560 จะขยายตัวได้ถึง 3.4% แต่จากปีที่ผ่านมาก็พบว่าไอเอ็มเอฟ ได้ปรับลดคาดการณ์ถึง 5 รอบ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าไอเอ็มเอฟจะปรับลดคาดการณ์ในปีนี้ลงอีก ดังนั้นทิศทางการค้าโลกแม้จะเป็นปัจจัยบวกแต่ก็มีความผันผวนสูง
นพพร เทพสิทธา
ส่วนทิศทางค่าเงิน กรณีอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐที่คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลงอีก 2-3 รอบ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนเช่นกันว่าจะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ทำให้มองว่าเงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีแรก แต่ก็เป็นไปได้ที่ครึ่งปีหลังจะแข็งค่าขึ้นอีก กรณีราคาน้ำมัน แม้จะมีการหารือกันถึงการลดกำลังการผลิต แต่ความกังวลกับนโยบายทรัมป์ต่ออิหร่าน ทำให้คาดว่าอิหร่านน่าจะผลิตน้ำมันออกมาเต็มที่ ทั้งมีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์อาจจะมาสนับสนุนน้ำมันในประเทศมากขึ้น จึงมองว่าราคาน้ำมันอาจจะไม่ปรับขึ้นสูงและอาจจะถูกลง
“ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในยุคการสร้างสมดุลระหว่างการค้าเสรี และการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีดีกรีการปกป้องผลประโยชน์มากกว่ากัน ขณะที่การเจรจาเปิดการค้าเสรี เช่น อาร์เซ็ป หรืออาเซียน บวก 6 ก็ไม่คิดว่าจะจบลงง่ายๆ ส่วนจีนซึ่งขยายการลงทุนไปทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยจะสู้ได้หรือไม่ ซึ่งนี่เป็นโลกในอนาคตที่น่าเป็นห่วง” นายนพพร กล่าวและว่า ยังมีปัจจัยความตึงเครียดอื่นๆ อีก เช่นความตึงเครียดระหว่าง อเมริกา จีน และรัสเซีย ตลอดจนการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งไทยเองเทคโนโลยีที่มีอยู่ถือว่าเป็นของเก่าไปแล้ว อีกปัจจัยคือเรื่องหวัดนก ซึ่งกำลังระบาดในขณะนี้ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง



