
ประชาชนทั่วสารทิศหลั่งไหลมาด้วยจุดหมายเดียวกัน
ประชาชนตั้งใจเดียวกันที่จะถวายความอาลัยแด่ในหลวง ร. 9 ครั้งสุดท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 04.45 บรรยากาศตลอดทั้งวันมีประชาชนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา และผู้พิการ เดินทางจากทุกสารทิศทั่วไทยไม่ว่าจะเป็น ตาก สตูล กาญจนบุรี สงขลา ยะลา อ่างทอง สมุทรปราการ นครปฐม ขอนแก่น หนองคาย เชียงราย ฯลฯ มาเข้าแถวรออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยท่ามกลางสภาพอากาศที่ทั้งเย็นสบายและค่อนข้างร้อนสลับกัน ทว่าไม่เป็นอุปสรรคของการแสดงความจงรักภักดี ทุกคนต่างมีความตั้งใจเดียวกันที่จะถวายความอาลัยแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย
นางสัจจาภรณ์ สุทธิพงศ์เกียรติ อายุ 54 ปี เผยว่าเดินทางมาพร้อมสามีโดยรถยนต์ส่วนตัวจากจังหวัดอ่างทองตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ ถึงกรุงเทพฯเมื่อเวลาตี 2 ก่อนจะแวะที่บ้านคุณแม่ย่านสะพานใหม่เพื่อรับสมาชิกคนอื่นๆ รวม 7 คนแล้วเดินทางต่อมาที่ท้องสนามหลวงและต่อแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพเวลาประมาณตี 4 ถือเป็นครั้งแรกที่ได้กราบสักการะพระบรมศพ ที่เลือกช่วงนี้เพราะเป็นวันหยุดยาวทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ถึงจะต้องรอนานแต่รู้สึกไม่เหนื่อยเลย เป็นความปลาบปลื้มและตื้นตันใจมากกว่า
“ท่านจากไปรู้สึกว่าเหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทร แต่เชื่อว่าท่านพระโพธิสัตว์อยู่บนสวรรค์คอยแผ่เมตตาให้ลูกๆ ให้บ้านเมือง และประเทศชาติ ทรงเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ ประเสริฐที่สุดแล้ว โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาในแผ่นดินของท่าน นับจากนี้จะมัวแต่โศกเศร้าไม่ได้ต้องเดินหน้าด้วยการใช้ชีวิตตามรอยท่าน อยู่อย่างผู้ให้ รู้จักให้อภัย และแบ่งปัน สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกันเพื่อชาติบ้านเมือง” นางสัจจาภรณ์ กล่าว
ด้านผู้เป็นแม่ นางบุญชู บุญยฤทธิ์ วัย 77 ปี กล่าวความรู้สึกหลังจากได้กราบสักการะพระบรมศพว่า ตื้นตันใจจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ดีใจที่ลูกๆ พามา เพราะถ้ามาเองคงไม่สะดวกนัก จำได้ว่าสมัยที่บ้านอยู่ใกล้ๆ วังสระปทุม มีโอกาสรับเสด็จฯ พระองค์ท่านขณะรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านสะพานหัวช้าง ทรงพาพระราชโอรส-พระราชธิดาไปชมภาพยนตร์ที่โรงหนังแม็คแคนน่าย่านสยามเป็นการส่วนพระองค์ พวกเรานั่งริมถนนใกล้ๆ เลย เห็นพระองค์ท่านลดกระจกลงและโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนด้วย ยังจำได้ติดตา ดีใจและปลาบปลื้มมาก
นางประพันธ์ โอฬาริ อายุ 62 ปี ชาวสวนยาง จ.สตูล เพิ่งมีโอกาสเดินทางมาเป็นครั้งแรก พร้อมกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง โดยเหมารถบัสโดยสารออกเดินทางจากบ้านมาตั้งแต่ 5 โมงเย็น และมาต่อแถวที่ท้องสนามหลวงเวลาตี 3 กล่าวด้วยความปลาบปลื้มใจว่า ตัวเองมีอาชีพกรีดยางเพิ่งว่างเดินทางมาสักการะพระบรมศพวันนี้พร้อมกับเพื่อนๆ ก่อนมาลูกก็เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ เพราะว่าป่วยเป็นข้อเข่าเสื่อมมีอาการปวดเข่า ลูกดูข่าวจากทีวีเห็นคนเดินกันเร็วก็กลัวแม่จะก้าวไม่ทันคนอื่น แต่ก็ใจสู้และน่าแปลกใจมากที่วันนี้ไม่ปวดหัวเข่าเลย
“ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีโครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อชาวใต้และคนไทยมากมาย แม้จะไม่มีบุญได้เข้าเฝ้าฯ สักครั้ง แต่ก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่รู้ลืม สำหรับพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานเป็นที่ระลึกนี้ ตั้งใจจะเอาไปอัดกรอบเพื่อบูชา” นางประพันธ์กล่าว
น.ส.นิรมล ศิวกรโสภณ อายุ 29 ปี ชาว กรุงเทพฯ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมอีก 3 คน ถึงท้องสนามหลวงประมาณตี 5 แล้วเข้าคิวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีโครงการพระราชดำริต่างๆอย่างมากมายเพื่อความสุขของประชาชน ในฐานะที่เป็นพสกนิกรของพระองค์จะทำสิ่งใดก็จะคิดถึงส่ิงที่ทรงสั่งสอนมา ทั้งเรื่องการใช้จ่ายไม่ฟุ่มเฟือยที่พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่าง ความกตัญญูที่ทรงดูแลสมเด็จย่าอย่างดี ก็จะนำมาเป็นแบบอย่างในการดูแลพ่อแม่พี่น้อง และทำหน้าที่ทุกอย่างของตัวเองให้ดีที่สุด
นายวีรฉัตรเทพ ปิ่นแก้ว อายุ 42 ปี อาชีพทำนา ประชาชนจาก อ.ห้วยกระเจ้า จ.กาญจนบุรี โดยนำธนบัตรหายากที่มีภาพของในหลวง ร.9 ชนิด 1 บาท ,5 บาท, 10 บาท และ 20 บาท ที่เก็บสะสมไว้มาด้วย เปิดเผยว่า เดินทางมาโดยรถตู้ประจำทาง ถึงสนามหลวงและเข้าคิวกราบสักการะตั้งแต่ตี 3 โดยเป็นครั้งที่ 15 ที่เข้ามากราบสักการะพระบรมศพ ด้วยความรู้สึกว่ารักพระองค์ท่านมาก จากนี้คงจะมาอีกหลายครั้ง เป็นร้อยครั้งก็อยากจะมา โดยทุกครั้งที่ได้รับแจกโปสการ์ดพระบรมฉายาลักษณ์ และพระบรมโกศ จะนำไปใส่พานบูชา และแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาสได้มาด้วย
“เข้าไปกราบแล้วรู้สึกถึงคำว่าสุข ไม่ว่าจะเข้าไปกี่ครั้งก็ตาม เพราะได้ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับคนไทยให้อยู่ดีกินดี พระองค์ทรงทิ้งทุกอย่างไว้ให้ ขาดเพียงอย่างเดียวที่ไม่ทรงไม่ทิ้งไว้ก็คือ ลมหายใจของพระองค์ ผมได้น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระองค์มาใช้ในเรื่องของการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ก็จะทำให้สังคมน่าอยู่” นายวีรฉัตรเทพ กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 2 มกราคม หลังสำนักพระราชวัง ปิดการขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ ในเวลา 03.00 น.ของวันที่ 3 มกราคม จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมากว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 73,290 คน รวม 63 วัน มียอดสะสม 2,729,854 คน และมีประชาชนถวายเงินร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 3,573,170.25 บาท รวม 63 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 217,606,031.50 บาท



