
เปิดแผนดูแล‘ค่าครองชีพ-สินค้าเกษตร’
เปิดแผนดูแล ‘ค่าครองชีพ-สินค้าเกษตร’ คน.ส่ง ‘ธงฟ้า’ เจาะตรงกลุ่มรายได้น้อย
“การดูแลค่าครองชีพประชาชน” มักจะเป็นประเด็นที่รัฐบาลพูดถึงสม่ำเสมอ ซึ่งหนึ่งในหลายๆ หน่วยงานที่มีหน้าที่นี้ก็คือ กรมการค้าภายใน โดยนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในปี 2560 กรมยังดำเนินมาตรการต่างๆ ในการดูและค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการธงฟ้า ร้านค้าหนูณิชย์ โครงการร้านอาหารราคาประหยัด และตลาดต้องชม ตลอดจนการดูแลสินค้าเกษตร
สำหรับโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ซึ่งจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาต่ำกว่าตลาดประมาณ 20-40% ในปีนี้กรมฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาราว 177 ล้านบาท โดยกำหนดจัดงานใหญ่ และย่อยในระดับอำเภอมากกว่า 1,000 ครั้งทั่วประเทศ โดยจะปรับรูปแบบของงานแตกต่างจากการดำเนินงานที่ผ่านมาคือ จะขยายขอบเขตของการจัดงาน พื้นที่และกิจกรรมให้กระจายไปยังประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มากขึ้น เช่น ธงฟ้าเพื่อผู้ใช้แรงงาน ธงฟ้าช่วยเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตร และธงฟ้าช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติ เป็นต้น ตลอดจนการจัดงานธงฟ้าร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
ส่วนร้านอาหารราคาประหยัด หรือหนูณิชย์...พาชิม จำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จราคาชามละ 25-35 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการผลิตอุปกรณ์ไว้ให้กับทางร้านค้าที่เข้าร่วม เช่น จาน ชาม ผ้ากันเปื้อน หมวก พยายามเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์กับร้านค้าเพื่อให้ได้ต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง การออกบัตรหนูณิชย์ ให้ร้านค้าเพื่อใช้สำหรับการซื้อของในห้างที่ร่วมโครงการในราคาต่ำกว่าตลาด เป็นต้น รวมทั้งจะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์เพื่อให้เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น และเพิ่มช่องทางจำหน่ายที่ทันสมัยในรูปแบบของฟู้ด ทรัค
ล่าสุดมีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 11,761 ร้าน เป็นร้านในกรุงเทพฯ 3,772 ร้าน ภูมิภาค 7,981 ราน และรถอาหาร หรือ ฟู้ด ทรัค 8 คัน ประกอบด้วยร้านอาหารตามสั่งทั่วไปที่เป็นร้านอาหารที่มีสถานที่ตั้งเป็นอาคารถาวร ร้านอาหารตามสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการขนส่งผู้โดยสารและในตลาดสด โดยจะยังเดินหน้าการขยายร้านค้าเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายร้านหนูณิชย์ให้ได้ทั่วถึงให้มากที่สุด
“อีกทั้งกรมจะประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้และเข้ารับบริการได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ลายแทงของถูก ซึ่งจะมีรายละเอียดของแต่ละร้านค้าและสถานที่ตั้ง รวมทั้งรายการอาหารแนะนำด้วย”นางนันทวัลย์ กล่าวและว่า ส่วนตลาดต้องชม นอกจากการขยายตลาดแล้วจะเน้นการยกระดับเพิ่มคุณภาพของตลาดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรจะเป็นเรื่องเร่งด่วนและให้ความสำคัญ โดยในส่วนของผลไม้ ปัจจุบันมีตลาดดี และมีระบบการเชื่อมโยงที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ทำให้ไม่น่าเป็นห่วงนัก แต่ที่น่ากังวลคือ “พืชไร่” เพราะยังต้องขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิน ดินฟ้าอากาศ และราคาตลาดโลก โดยกรมฯ เป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง
นันทวัลย์ ศกุนตนาค
โดยมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูก “ข้าว” ปี 2559/60 ทั้งด้านการผลิต การตลาด และด้านการเงิน ประกอบด้วย
1.การลดต้นทุนการผลิต ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่าเช่าที่นา
2.ช่วงเพาะปลูก จะสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว
3.ส่งเสริมปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าว ไปปลูกพืชที่หลากหลาย ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือก และเลี้ยงสัตว์
4.ช่วงออกสู่ตลาด จะมีสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก สินเชื่อรวบรวมข้าว ชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก และจัดตลาดนัดข้าวเปลือก
5.การดูแลหนี้สินเดิม พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกร
6.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว
และ 7.มาตรการเยียวยาประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559
ส่วน “มันสำปะหลัง” จะมีมาตรการทั้งการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด สินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่ม สินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง และการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 5 แสนบาท นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล และอีกทั้งจะเจรจาการขยายตลาดแป้งมัน มันเส้น มันอัดเม็ด เป็นต้น และ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” มีมาตรการการขอความร่วมมือสมาคมผู้ผลตอาหารสัตว์รับซื้อราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 8 บาท ที่ความชื้น 14.5% บริหารจัดการรับซื้อไม่ให้ติดคิว เปิดช่องพิเศษเพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายโดยตรงได้ทันที และเชื่อมโยงการรับซื้อเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 5 แสนตัน เป็น 8 แสนตัน เป็นต้น



