
กราบสักการะพระบรมศพ เพื่อสิริมงคลชีวิตรับปีใหม่
วันนี้สำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีเวลา 05.00 น. พสกนิกรหลั่งไหลเข้ากราบสักการะพระบรมศพเนืองแน่นรับศักราชใหม่
วันที่ 2 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศเป็นวันแรกของปี 2560 ว่า วันนี้สำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีตั้งแต่เวลา 05.00 น.มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์มารอต่อแถวเข้ากราบสักการะพระบรมศพด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยหลายคนเลือกมาในวันนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลชีวิตกับการเริ่มต้นศักราชใหม่
นางวิไล ชินหทัยวัฒน์ (ซ้ายสุด) และเพื่อนๆ
นางวิไล ชินหทัยวัฒน์ เดินทางมาจาก จ.เพชรบูรณ์ โดยนัดแนะกับเพื่อนที่พักในกทม.มาร่วมสักการะพระบรมศพในวันแรกของปีเพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่เผยว่า ทำธุรกิจอยู่ที่เพชรบูรณ์ ช่วงปีใหม่เลยถือโอกาสเข้ามากทม.เพราะคิดว่าต้องสวนกับคนกรุงที่เดินทางออกไปเที่ยวต่างจังหวัด
“วันนี้มากัน 5 คนตั้งแต่ตี 4 รู้สึกตื้นตันใจมาก ยิ่งเห็นมวลชนที่มาต่อแถวมากมายแล้วยิ่งรู้ซึ้งว่าคนไทยรักพระองค์ท่านมากขนาดไหน แต่คิดว่าจะมาเพียงครั้งเดียวเพราะอยากเปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยมาได้มีโอกาสดีๆ อย่างนี้บ้าง เพราะการตอบแทนพระคุณของพระองค์ท่านใช่เพียงการเดินทางมาราบเท่านั้น หากเป็นการนำคำสอนของพระองค์ท่านไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่า โดยส่วนตัวก็ได้นำความประหยัดและความพอเพียงมาใช้เช่นกันพร้อมทั้งถ่ายทอดให้คนรอบข้างด้วย” นางวิไล เผยด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
ครอบครัวชงัดเวช
ด้านนางปรียา ชงัดเวช วัย 64 ปี พร้อมสมาชิกในครอบครัวรวม 6 คน กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นวันหยุดพิเศษที่ทุกคนในบ้านสามารถหยุดพร้อมกันได้ จึงตั้งใจชวนกันมากราบพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นสิริมงคลรับวันปีใหม่ โดยเดินทางมาจากบ้านพักย่าน จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ตี 4 ได้เข้ากราบสักการะตอน 9 โมงเช้า ถือว่ารอไม่นานเลยเมื่อเทียบกับครั้งก่อน
“ตอนขึ้นไปกราบพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศรู้สึกดีมาก พร้อมอธิฐานขอให้พระบารมีของพระองค์ท่านปกปักรักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป ทั้งยังขอพรให้ตัวเองและครอบครัวขอให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ทั้งนี้ตัวเองยังได้นำคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้วย เนื่องจากครอบครัวของเราเป็นครอบครัวใหญ่ จึงปลูกผักสวนครัวไว้กินเองในบริเวณบ้าน อาทิ พริก ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ ช่วยให้ประหยัดไปได้มาก ทั้งยังสอนลูกหลานในเรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ให้เป็นคนดีไม่เอาเปรียบใคร และต้องมีน้ำใจกับคนที่ด้อยโอกาสกว่าเราด้วย” หัวหน้าครอบครัวชงัดเวชเผย
สุกัญญา กุลเกษ-คเชนท์ ส่งเจริญคุณวุฒิ
นายคเชนท์ ส่งเจริญคุณวุฒิ วัย 38 ปี เดินทางมาพร้อมกับแฟนสาว น.ส.สุกัญญา กุลเกษ วัย 33 ปี กล่าวว่า พื้นเพเป็นชาว จ.ศรีสะเกษ แต่ช่วงปีใหม่นี้ติดธุระไม่ได้เดินทางกลับภูมิลำเนา จึงถือโอกาสนี้ชักชวนแฟนเดินทางมากราบพระบรมศพ โดยเดินทางมาเข้าแถวรอตั้งแต่ตี 4 คิดว่าคนไม่มากเพราะคงออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน แต่พอมาถึงจึงรู้ว่าผู้คนมากราบสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศมากมาย ตอนเดินขึ้นไปบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทจึงมีเวลาเพียงสั้นๆ ยังไม่ทันได้บอกอะไรพระองค์ท่านมากนัก บอกเพียงว่าให้พระองค์ท่านหมดห่วง เราเจะเป็นคนดีของชาติตอไป พร้อมจะนำแนวสอนของพระองค์ท่านไปใช้ อย่างที่ผ่านมาก็ใช้ในเรื่องของการเกษตรตามที่พระองค์ท่านสอนคือปลูกสิ่งที่กิน กินสิ่งที่ปลูก อย่างที่บ้านตอนนี้ก็ทำสวนกล้วยไว้กินเอง ทั้งยังพยายามใช้จ่ายอย่างพอเพียง ไม่ใช้เงินเกินตัวจัดสรรให้เพียงพอกับความเป็นอยู่ในแต่ละเดือน และแบ่งบางส่วนเก็บออมด้วย
ปัญญา แซ่ลิ้ม-รณิษฐา วงศ์พรหมเมฆ
ขณะที่ หนึ่งในนักเรียนทุนพระราชทานอานันทมหิดล นายปัญญา แซ่ลิ้ม อายุ 35 ปี พร้อมด้วยภรรยา นางรณิษฐา วงศ์พรหมเมฆ อายุ 32 ปี ที่เดินทางจากบ้านย่านพุทธมณฑลสาย 2 มาเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพตั้งแต่เวลาตี 2 ครึ่ง กล่าวว่า ตั้งใจเลือกมาในวันนี้เพราะอยากเริ่มต้นปีด้วยการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 และกราบสักการะพระบรมศพพระองค์ท่าน หลังจากนี้จะน้อมนำแนวพระราชดำริและศาสตร์ต่าง ๆ ของพระองค์ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความพอเพียง และการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ซึ่งนอกจากจะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อปวงชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลา 70 ปีแล้ว ตัวเองยังเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล สาขาเกษตรศาสตร์ ปี 2548 ได้ศึกษาต่อในต่างประเทศจนขณะนี้เรียนจบปริญญาเอก กำลังทำงานหาประสบการณ์อยู่ที่ประเทศนอร์เวย์ ตั้งใจจะนำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับกลับมาพัฒนาประเทศในปีหน้า
"มูลนิธิอานันทมหิดลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อตั้งขึ้น ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างสูงสุดทั้งในแง่ของการศึกษาและการพัฒนาประเทศในอนาคต วันนี้ผมจึงตั้งใจกลับมาประเทศไทยเพื่อกราบสักการะพระองค์ท่านเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ก่อนกลับไปทำงานที่ประเทศนอร์เวย์" นายปัญญา กล่าว



