ข่าว

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’  

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’  

01 ม.ค. 2560

โครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เพื่อคนไทยอยู่ดีกินดี

 

ผ่านความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่มาได้ระยะหนึ่ง ทำให้ได้เห็นความจริงอีกข้อว่า สิ่งที่ไม่เคยเลือนหายไปคือพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ทั้งการพัฒนาพื้นที่สีแดงให้เป็นแหล่งสร้างอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ยังประโยชน์แก่มนุษย์และธรรมชาติในโครงการหลวงตามที่สูงต่างๆ ที่ปัจจุบันมอบความสุขให้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวทั่วทุกสารทิศ หรือโครงการตามทฤษฎีพอเพียง มอบชีวิตสงบสุขแก่เกษตรกรทั่วประเทศ และโครงการพัฒนาการศึกษาที่ส่งผลต่อเนื่องสู่ลูกหลานชาวไทย เชื่อว่าหากใครได้สัมผัสเข้าถึงโครงการเหล่านี้สักครั้งจะจดจำในพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านไม่รู้ลืม เฉกเช่นเหล่าคนดังวันนี้ที่มีโอกาสเรียนรู้งานของพ่อแห่งแผ่นดิน พร้อมเก็บความประทับใจมาบอกต่อให้คนรอบข้างฟังได้อย่างปลื้มปีติหัวใจ

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันที่ 9 มีนาคม 2558

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’  

กฤชภร หอมบุญญาศักดิ์ (ซ้ายสุด)

เริ่มจากคนแรกที่สะสมความประทับใจไร่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ใน โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จ.เพชรบุรี มาตั้งแต่ตอนที่ทำกิจกรรมเก็บตัวนางงาม เมื่อเวลาผ่าน สาว “กิ๊ฟ” กฤชภร หอมบุญญาศักดิ์ นางสาวไทยประจำปี 2553 ได้กลับมาเรียนรู้งานของพระองค์ท่านอย่างจริงจังอีกครั้ง เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่าสถานที่แห่งนี้ยังทำให้คนเมืองใจเต้นได้เสมอเหมือนหลุดไปอยู่ในวิถีชีวิตอีกด้านหนึ่ง ที่สงบสุข และทุกคนอยู่ได้แม้ไม่มีเงินติดตัว 

"จุดเริ่มต้นของที่นี่น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะแค่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตรเห็นมันเทศที่วางไว้บนตาชั่งเป็นเวลานานแตกใบออกมา พระองค์ก็สานต่อแนวคิดสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่แห้งแล้ง ผ่านการทำเกษตรกรรรม ปรับปรุงดิน น้ำ สร้างความมั่นคงรูปแบบต่างๆ ทั้งเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชยั่งยืน กิ๊ฟกลับมาที่โครงการอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา เราได้มีเวลาศึกษาแต่ละจุดมากขึ้น โดยจะมีเจ้าหน้าที่พานั่งรถชมเริ่มจากการทำเกษตรที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ของตัวเอง ชมการเลี้ยงโคนม และนิทรรศการความเป็นมาของโครงการที่พาเราไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าเมื่อก่อนพระองค์ประทับอยู่ตรงไหน ทรงงานอย่างไร อธิบายให้เห็นภาพว่าถ้าเรามีแค่ตัวกับที่ดินเล็กๆ สักผืน เราก็สามารถทำการเกษตรสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ ทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงพระอัจฉริยภาพมากๆ ทรงจัดการพื้นที่ผืนใหญ่ให้เป็นประโยชน์ สร้างรายได้ และมอบความสุขแก่พสกนิกรอย่างล้นเหลือ ยังมีทัศนียภาพสวยๆ ให้นักท่องเที่ยวได้พักสายตาจากชีวิตในเมืองด้วย อันที่จริงคนเมืองจะชินกับอาชีพในออฟฟิศ ปัจจุบันหลายคนเลยไม่รู้ว่าเราจะเริ่มต้นปลูกต้นไม้สักต้น หรือทำการเกษตรเลี้ยงชีพกันอย่างไร ที่นี่มีคำตอบให้หมดเลยตั้งแต่ขั้นตอนแรก ส่วนตัวกิ๊ฟก็ทำงานในเมืองแต่ชอบป่า ชอบเข้าแคมป์ตั้งแต่เด็กๆ  เลยได้เรียนรู้การใช้ชีวิต 2 รูปแบบ ทั้งในเมือง และในธรรมชาติ พื้นฐานนี้ทำให้เราชอบเรียนรู้เพิ่มรสชาติให้ชีวิตอยู่ตลอด"

สาวกิ๊ฟ ให้ความเห็นอีกว่า หลักสำคัญการท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสงานเกษตรกรรมทำให้เราเห็นเรื่องราวอาชีพที่ต้องใช้ความพยายาม ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายกว่าจะประสบความสำเร็จ และยิ่งได้สัมผัสพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพัฒนาที่ดินผืนนี้เพื่อประชาชน ก็กระตุ้นจิตสำนึกในการเห็นอกเห็นใจคนที่ลำบากกว่า ช่วยเหลือแบ่งปันกันเมื่อมีโอกาส เท่านี้บ้านเราก็จะน่าอยู่ในทุกวัน    

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’  

การเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนจิตรลดา ได้คลุกคลีอยู่ใกล้ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เด็กๆ ทำให้สาว  “จุ๋ย” จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ประทับใจบรรยากาศบ้านของพระราชาไทยมากที่สุด เพราะไม่เหมือนที่ไหนในโลก และปัจจุบันโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ได้เป็นแหล่งเรียนรู้วิทยาการทางการเกษตรชั้นดี นับได้ว่าเป็นสถานที่มหัศจรรย์และมีที่มาจากความมานะอุตสาหะพัฒนาบ้านเมืองของในหลวงรัชกาลที่ 9  

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’    ฟาร์มโคนมในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

“ตั้งแต่อนุบาล ถึงมัธยมต้น จุ๋ยเรียนอยู่ในบ้านของในหลวงรัชกาลที่ 9 สวนจิตรลดาค่ะ ครูจะบอกเสมอว่าที่เราเรียนอยู่นี้คือบ้านของพระราชา แต่ที่เราเห็นไม่ได้ถูกตกแต่งให้สวยงามวิจิตรเหมือนในนิทาน หรือที่ไหนๆ เลย พระองค์อยู่แบบชาวบ้าน ทรงเลี้ยงปลา เลี้ยงโคนมเอง มีแปลงทดลองปลูกข้าวด้านใน ตอนเด็กๆ คุณครูพานั่งรถไปดูก็เห็นทุ่งนาข้าวสวย มีฟาร์มโคนม และมีส่วนฝึกฝีมือพัฒนาอาชีพให้ประชาชนด้วยทั้งหมดนี้พระองค์ท่านพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโครงการอันหลากหลายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาดิน น้ำ ปากท้องของคนทั้งประเทศ และเป็นโรงงานตัวอย่างเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลที่สนใจศึกษาโครงการติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมได้ ตอนนี้มีโรงโคนม ผลิตนมขวด นมผง นมอัดเม็ด เนยแข็งที่อร่อยมากๆ รวมถึงโรงงานผลิตเชื้อเพลิง เพาะเลี้ยงพันธุ์ไม้ และมีโครงการพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย ทุกวันนี้เรายังทึ่งมากว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากพระองค์ท่าน และทรงทำให้ยั่งยืนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งทรงต้องคิดการณ์ไกลและทรงพระอัจฉริยภาพมากๆ อาจเพราะเราได้ซึมซับการอยู่กับธรรมชาติแบบนี้โตมาเลยเป็นคนชอบไปในที่ที่ได้สัมผัสธรรมชาติ ใครชวนไปทดลองเวิร์กช็อปปลูกข้าว ปลูกต้นไม้ต่างๆ ก็จะไปลงมือทำเต็มที่เลย จนเรามีภาพในอนาคตไกลๆ ว่าอยากปลูกข้าว ทำสวน อยู่กับพื้นที่สีเขียวในบั้นปลายชีวิต ไม่ต้องขวนขวายอะไรเกินตัว ได้อยู่ใกล้ๆ ธรรมชาติแบบนี้ก็น่าจะมีความสุขดีค่ะ” สาวจุ๋ยกล่าว    

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’  

 ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ 3 ทฤษฎีป่า

ผลพลอยได้จากการเข้าไปถ่ายทำรายการใน โครงการศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก ทำให้พิธีกรสาว “หนิง” ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ ประทับใจและจดจำหลักวิธีการทำทฤษฎีพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ขึ้นใจ เพราะเธอถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่พระราชทานไว้ให้แก่ประชาชนทุกคน  

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’   ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 

"ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติเป็นที่ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย จัดทำนิทรรศการ และแสดงแนวพระราชดำริทฤษฎีการพัฒนาในด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เอาไว้ทั้งด้านการเกษตร ด้านปศุสัตว์ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านพลังงาน เราสามารถเดินทางมาเรียนรู้งานของพระองค์ท่านในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ได้เห็นสิ่งที่ทรงทำจริงๆ ที่หนิงชอบคือเรื่องการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง แบ่งเป็น ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยต้องปลูกเพื่อรองรับซับน้ำ จะได้ประโยชน์อย่างที่ 4 ตามมาคือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำได้ ยังมีเรื่องการวิจัยหญ้าแฝกที่มีรากลึกสามารถปลูกเพื่อป้องกันการทลายของหน้าดิน ทรงคิดวิธีการปลูกต้นไม้คลุมแนวร่องน้ำ เพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้น และแผ่ขยายออกไปช่วยลดปัญหาการเกิดไฟป่าตามธรมชาติ และปลูกพืชอุ้มน้ำทำแนวกันไฟด้วย ทั้งหมดนี้เรียกว่าทฤษฎีป่าเปียก ต่อยอดไปถึงเรื่องน้ำ ทรงเอาหินและไม้ไผ่มาสร้างเป็นฝายชะลอน้ำ ซึ่งหนิงเคยอ่านหนังสือเจอว่าทรงเคยเล่นสร้างฝายแบบนี้ตั้งแต่ตอนประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อทรงพระเยาว์ รู้สึกประทับใจในพระอัจริยภาพที่พระองค์เอาสิ่งที่เคยเล่นมาประยุกต์คิดค้นวิธีแก้ปัญหาเรื่องน้ำอย่างได้ผลจริง อยากให้ครอบครัวพาเด็กๆ มาดู มาสัมผัสศาสตร์ของพระราชาแบบนี้ เพื่อต่อยอดงานของพ่อ และเรียนรู้หาแรงบันดาลใจจากการอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งที่นี่มีวิทยากรพาเดินชมให้ความรู้อย่างละเอียด มีวิธีบอกเล่าที่สนุกเด็กๆ ก็เข้าใจได้  หนิงชอบที่อยู่ใกล้กรุงเทพมากๆ เดินทางไม่ลำบากและมีกิจกรรมให้ความรู้มากมายเอากลับไปสานต่อ หรือเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตได้" พิธีกรคนเก่งเชิญชวนศึกษาธรรมชาติตามทฤษฎีพ่อแห่งแผ่นดิน 

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’  

ปิดท้ายที่เรื่องของนักธุรกิจสาวเก่ง “แต้ว” จิรยง อนุมานราชธน ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟแห่งแบรนด์กระเป๋าพญา ที่พอได้ศึกษาศาสตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านการเรียนหลักสูตรภูมิพลังแผ่นดิน รุ่นที่ 4 ซึ่งจัดโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็สัมผัสได้ถึงพระวิสัยทัศน์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงหาทางแก้ไขปัญหาของพสกนิกรได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน

เดินตามรอย ‘โครงการของพ่อ’   บรรยากาศการบันทึกเทปการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

"ในหลักสูตรที่เคยเรียนเมื่อ 2 ปีก่อน ได้สอนให้เรารู้จักแนวทางการทำโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหลายโครงการ ก่อนจบคอร์สได้เลือกเข้าไปศึกษาดูงานที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ภายในโรงเรียนวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งดำเนินการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ด้วยมีพระราชปณิธานที่จะเพิ่มโอกาส และสร้างความทัดเทียมทางการศึกษาให้เด็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล พระองค์จึงทรงใช้เทคโนโลยีถ่ายทอดสดการเรียนการสอนในโรงเรียนวังไกลกังวลออกอากาศผ่านดาวเทียม ส่งความรู้ไปถึงโรงเรียนของเด็กๆ เหล่านั้นโดยตรง หากพิจารณาย้อนกลับไปในสมัยนั้น เราไม่สามารถหาความรู้ทางอินเทอร์เน็ตได้ง่าย แต่พระองค์ทรงคิดวิธีนี้มาได้เป็นความคิดที่นำสมัยมาก และน่าทึ่งที่ยังสามารถใช้ได้อย่างดีมาจนบัดนี้ มีนักเรียนที่เรียนจบจากครูตู้และประสบความสำเร็จมากมาย ยังพัฒนาเป็นระบบออนไลน์ สามารถเข้าดูการเรียนการสอนผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย ส่วนตัวยิ่งศึกษางานของพระองค์ก็ยิ่งประทับใจในพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล และทรงมีการจัดการเพื่อส่วนรวมเสมอ ไม่เคยทำเพื่อตัวเองเลย เคยเอาจำนวนโครงการที่พระองค์ทำทั้งหมด 4,447 โครงการ มาหารกับเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ 70 ปี เท่ากับเฉลี่ยแล้วอาทิตย์หนึ่งจะมีโครงการเกิดขึ้นใหม่ 1 โครงการ ตรงนี้ทำให้คิดว่าทรงพระอัจริยภาพยิ่งนัก ทรงเปี่ยมไปด้วยความทุ่มเทเพื่อประชาชนมากๆ อีกทั้งน่าทึ่งว่าพระองค์มีสายพระเนตรที่กว้างไกล ว่าจะทำให้แต่ละโครงการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนสืบถึงลูกหลานในอนาคตได้อย่างไร ทรงวางแผนเป็นขั้นตอนละเอียด สะท้อนถึงความพยายามดังเรื่องพระมหาชนกที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ และเราเองก็ขอน้อมนำมาในทุกวันนี้ว่าเวลาจะทำอะไรบางครั้งอาจยังไม่เห็นฝั่ง แต่ถ้ามีความพยายาม มีจุดมุ่งหมายชัดเจนเราก็จะเห็นฝั่งในที่สุด" สาวเก่งกล่าวทิ้งท้าย 

เชื่อว่ารอบๆ ตัวเรายังมีเรื่องราวโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แฝงเอาไว้ให้ศึกษาน้อมนำเป็นคำตอบในการดำรงชีวิตอยู่มากมาย เปิดหัวใจเรียนรู้ เดินตามทีละก้าว ศาสตร์ของพ่อจะสร้างความสุขให้คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืนสืบไป