ข่าว

รายงาน-ปราบ "คอรัปชั่น-ไร้ขีดจำกัด"

รายงาน-ปราบ "คอรัปชั่น-ไร้ขีดจำกัด"

23 ส.ค. 2552

เรื่องการทุจริตคอรัปชั่นในบ้านเมืองเรา ได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากพอๆ กับปัญหาความยากจนและปัญหายาเสพติด

 สำหรับพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่น ที่มีอยู่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ

 ระดับที่ 1.ตัวบุคคลที่ทำคนเดียว ลักลอบทำเพียงคนเดียว โดยที่คนอื่นไม่ทราบเรื่องด้วย

 ระดับที่ 2.ทำกันทีละหลายคน

 และระดับที่ 3. คือทำกันเป็น "ขบวนการ" โยงใยกันทั้งระบบ

 ซึ่งการทุจริตในประเทศไทยในขณะนี้ ได้ก้าวเข้าไปสู่ระดับที่ 3 แล้ว !!

 และเมื่อกล่าวถึงการทุจริตคอรัปชั่น ก็ต้องกล่าวถึงการทุจริตคอรัปชั่นในระบบราชการ ซึ่งเป็น "แหล่งใหญ่"

 เพราะว่าประเพณีนิยมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิม ยังคงมีอิทธิพลต่อความคิดของข้าราชการ

 อีกทั้งตัวระบบราชการเอง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งในการทำให้เกิดการ "คอรัปชั่น-ฉ้อราษฎร์บังหลวง"

 ซึ่งในเรื่องปัญหาคอรัปชั่นนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็ได้เห็นชอบกับ "ร่าง พ.ร.บ.มาตรการฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต" เพื่อเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบเข้มการทุจริตของข้าราชการ ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เสนอ 

 "เดิมกฎหมาย ป.ป.ท.กำหนดให้ดำเนินคดีกับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐหลังจากพ้นตำแหน่งหน้าที่ราชการไปแล้วได้ไม่เกิน 5 ปี แต่รัฐบาลและ รมว.ยุติธรรม ไม่ต้องการให้มี "กรอบเวลา" กับคดีทุจริต จึงเสนอให้ ครม.แก้ไข พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในมาตรา 24" ธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการ ป.ป.ท. เริ่มเล่าถึงที่มาของการเสนอกฎหมายฉบับนี้

 ซึ่งการแก้ไขมาตราดังกล่าว ก็เพื่อให้ "การกล่าวหา" เจ้าหน้าที่รัฐว่ากระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำการทุจริตในภาครัฐ ให้กล่าวหาและไต่สวนได้แม้ "ผู้ถูกกล่าวหา" จะพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปแล้ว...ไม่ว่าจะด้วยการลาออก ปลดออก ไล่ออกหรือเกษียณอายุราชการ

 และที่สำคัญ คือ ทำให้สามารถ "ย้อนหลัง" ไปดำเนินคดีกับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นราชการไปแล้วเกิน 5 ปีได้

 การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ จึงเป็นการ "อุดช่องว่าง" ในการดำเนินคดีกับข้าราชการทุจริตไม่ให้หลุดรอด เพียงเพราะกรอบเวลา 5 ปี  เพราะว่าหลังจากนี้ ป.ป.ท.จะทำงานได้โดยไม่มีขีดจำกัดอีก

 "คนคดโกงจะถูกกฎหมายฉบับนี้ติดตามไปตลอดชีวิต และแม้ว่าจะปลดเกษียณไปนอนอยู่กับบ้านแล้ว ก็ต้องนอนตาไม่หลับ หากเรื่องที่เคยทุจริตผุดขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ก็มีสิทธิตกเป็นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีได้ทันที และกฎหมายที่แก้ไขใหม่ยังเปิดช่องให้การกล่าวหากระทำได้ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ และเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วให้ถือว่าเริ่มนับอายุความตามกฎหมายอาญา ซึ่งคดีทุจริตมีอายุความนานถึง 20 ปี"

 และแม้ว่า ป.ป.ท.จะมีอำนาจไต่สวนเฉพาะข้าราชการระดับกลางและระดับล่าง หรือข้าราชการที่เทียบขั้นแล้วต่ำกว่าซี 8 ส่วนข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ซี 8 ขึ้นไปและนักการเมือง เป็นอำนาจไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

 แต่ในขณะนี้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ก็ได้สั่งการให้ส่งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายของ ป.ป.ท.ไปให้ ป.ป.ช.พิจารณาแก้ไขกฎหมายอุดช่องว่างเรื่องการดำเนินคดีทุจริตคอรัปชั่นต่อไป ทั้งนี้ก็เพื่อปลดล็อกเงื่อนเวลาในการดำเนินคดีกับคดีโกงระดับชาติ

 นอกจากนี้...กฎหมายใหม่ จะช่วยให้ ป.ป.ท.ทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไต่สวนไปแล้วคดีจะต้องยุติลง เพราะติดขัดกับเงื่อนเวลา 5 ปี หลังพ้นจากราชการ ทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับข้าราชการที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ได้ 

 และหากกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ป.ป.ท.จะสามารถดำเนินคดีทุจริตได้อย่างไร้ข้อจำกัด อีกทั้งกฎหมายใหม่จะยิ่งทำให้คนที่คิดจะโกงต้องคิดไตร่ตรองอย่างหนัก

 "และเมื่อตัดสินใจหรือลงมือโกงแล้ว แม้ว่าจะชิงลาออกจากราชการ ก็หมดสิทธิรอลุ้นให้เวลาผ่านพ้นช่วง 5 ปี เพราะทันทีที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา กาลเวลาก็ไม่อาจช่วยให้พ้นผิดเหมือนในอดีตได้อีก และถ้า ป.ป.ช.เสนอแก้ไขกฎหมายปลดล็อกเงื่อนเวลาเช่นเดียวกับป.ป.ท.เราจะสามารถจัดการกับข้าราชการคดโกงได้แบบไร้ขีดจำกัด ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าบทลงโทษที่รุนแรงและตามติดตัวไปตลอดชีวิต จะส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวต่อโทษและทำให้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เป็นมะเร็งเกาะกินชาติจะเบาบางลง" ธาริตแสดงความมั่นอกมั่นใจ

 และขั้นตอนต่อจากนี้...หลัง ครม.ให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ก็จะส่งไปให้กฤษฎีกาตรวจทานร่างกฎหมาย จากนั้นก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

 "งานนี้...จึงต้องรอวัดใจ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติในสภากันต่อไปว่า จะมีความจริงจังและจริงใจในการปราบปรามคอรัปชั่นแค่ไหน"


** ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย**