ข่าว

"ศาลฎีกา”ชี้ปี 60 ความยุติธรรมต้องเร็วภายใต้หลักนิติธรรม

"ศาลฎีกา”ชี้ปี 60 ความยุติธรรมต้องเร็วภายใต้หลักนิติธรรม

01 ม.ค. 2560

“ประธานศาลฎีกา”ชี้เป้าหมายการทำงานปี 60 ความยุติธรรมต้องเร็ว ภายใต้หลักนิติธรรม

 

          1 ม.ค. 60 นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกากล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมาศาลยุติธรรมในฐานะสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตยทางตุลาการได้ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความยุติธรรม โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมตนจึงได้มุ่งการพิจารณาพิพากษาคดีการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน และการระงับข้อพิพาทให้เสร็จโดยรวดเร็วด้วยการไกล่เกลี่ย ซึ่งข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมทุกคนต่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์อย่างมั่นคง และเที่ยงธรรมเพื่อผดุงหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นและยั่งยืนในสังคมไทย

          ในด้านการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นสิ่งที่ศาลยุติธรรมให้ความสำคัญที่สุดคือ การอำนวยความยุติธรรมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมซึ่งเป็นหลักสำคัญในการใช้อำนาจทางกฎหมายแม้ในรอบปีที่ผ่านมาจะมีคดีความขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนๆ แต่ตนก็ได้เน้นย้ำให้ผู้พิพากษาทุกท่านพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม หากคดีใดที่มีปัญหาในการตีความกฎหมายแล้วจะไม่สอดคล้องต่อความยุติธรรมให้ถือหลักความยุติธรรม

          ด้วยเหตุนี้หากกฎหมายใดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนแล้ว ศาลยุติธรรมมีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคมอันส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมแล้ว ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยหนึ่งย่อมมีหน้าที่ต้องสะท้อนปัญหาเหล่านั้นให้ฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติได้รับทราบ และร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไขก็เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง

          อาทิพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 ในส่วนที่เป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด ซึ่งปิดโอกาสของจำเลยที่เป็นเพียงผู้เสพ แต่มีปริมาณเกินข้อสันนิษฐานของกฎหมายกลับต้องกลายเป็นผู้จำหน่ายโดยไม่อาจนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างให้ศาลเห็นได้ หรือบทกำหนดโทษที่ไม่เปิดช่องให้ศาลมีโอกาสได้ใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมกับสภาพความผิด กฎหมายที่รุนแรงและเด็ดขาดนี้ยังเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อีกด้วย

          โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้แก้ไขพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษในส่วนที่เป็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นการให้จำเลยได้มีโอกาสนำสืบหักล้างได้ และแก้บทลงโทษโดยเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษได้เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีมากยิ่งขึ้น

          ประธานศาลฎีกา กล่าวอีกว่า นอกจากการอำนวยความยุติธรรมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมแล้ว ศาลยุติธรรมยังตระหนักดีว่าการอำนวยความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือการปฏิเสธความยุติธรรม ดังนั้นทุกครั้งที่ออกไปตรวจราชการยังศาลต่างๆตน จึงได้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาพิพากษาคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็วในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศ และเป็นศาลสุดท้ายที่จะตัดสินคดีให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน แม้มีปริมาณคดีที่หลั่งไหลเข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาจากศาลชั้นต้น และศาลชั้นอุทธรณ์ทั่วประเทศกว่า 10,000 คดีต่อปี และยังมีคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาฯ ซึ่งแต่ละคดีจะต้องมีผู้พิพากษาในศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาคดีนั้นจำนวน 9 คน แต่ศาลฎีกาต้องทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไป

          ประธานศาลฎีกา กล่าวย้ำว่า ในปี 2560 ศาลยุติธรรมดำรงอยู่เป็นเสาหลักในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคมไทยมาเป็นระยะเวลาจะครบ 135 ปี และยังคงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มความสามารถยึดมั่นในหลักนิติธรรมความถูกต้องชอบธรรมซื่อสัตย์สุจริตและปราศจากอคติเพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนสืบไป