
ทร.ภาค 3 ช่วยลูกเรือประมงถูกนายจ้างลอยแพ
ช่วยเหลือลูกเรือประมงต่างชาติ 10 คน หลังถูกนายจ้างลอยแพ เหตุเรือประมงถูกจับกุมเนื่องจากไม่มีสัญชาติ
วันที่ 30 ธ.ค.59 บริเวณหน้าบ้านพักรับรองทัพเรือภาคที่ 3 ศูนย์กีฬาสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต พลเรือโทสุรพล คุปตะพันธ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เขต 3 (ผอ.ศรชล.เขต3) พร้อมด้วย พลเรือโทวรรณพล กล่อมแก้ว รองหัวหน้าสำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) และคณะ ร่วมกันให้ต้อนรับ ลูกเรือประมงชาวอินโดนีเซีย จำนวน 9 คน นำโดย นาย SUSANTO และชาวฟิลิปปินส์ อีก 1 คน ซึ่งทางการไทยได้ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หลังจากไม่ได้รับเงินเดือนจากนายจ้างซึ่งเป็นเจ้าของเรือประมงเบ็ดราวทูน่าน้ำลึก ที่อ้างสัญชาติโบลิเวีย จำนวน 7 ลำ ซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 22 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ได้มีการมอบผ้าปูละหมาด ให้ชาวอินโดนีเซีย เครื่องดื่ม อาหารแห้ง และเงินสด คนละ 500 บาท หลังจากนำตัวมาจากบ้านมิตรไมตรี ต.ท่าฉัตรไชย อ.ถลาง ซึ่งให้ที่พักพิงชั่วคราว เพื่อทำการสอบสวนและรอการส่งกลับ มาพักยังเรือนรับรองทัพเรือภาคที่ 3 ดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังมีแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลฐานทัพเรือพังงา มาตรวจร่างกายเบื้องต้นด้วย พบว่าส่วนใหญ่แข็งแรงดีและมีเพียง 2 คนที่มีอาการเจ็บคอ ปวดท้องและไอมีลมเข้า
“ลูกเรือทั้ง 10 คน นั้นถือว่าเป็นผู้เสียหาย และเป็นพยานในคราวเดียวกัน ซึ่งได้มีการประสานไปยังกงสุลอินโดนีเซีย ประจำจังหวัดสงขลาแล้ว และร้องขอให้ช่วยสนับสนุนในระหว่างที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำ เพื่อคลี่คลายคดีเกี่ยวกับเรือประมงเบ็ดราวทูน่าน้ำลึก เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย เพราะขณะนี้ทั้งหมดเหมือนกับถูกลอยแพ คือ นายจ้างไม่ได้ดูแล ทัพเรือภาคที่ 3 จึงพยายามช่วยเหลือตามศักยภาพที่มีอยู่โดยจัดห้องพักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร ให้พักในระหว่างการสอบปากคำเพิ่มเติมและรอทางการอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์มารับตัวกลับประเทศต่อไป” พลเรือโทสุรพลกล่าว
“ในการสอบสวนลูกเรือเบื้องต้น พบว่าเจ้าของเรือนั้นเป็นชาวไต้หวัน และมีคนไทยร่วมถือหุ้นด้วย และบริษัทที่ว่าจ้างเรือลำดังกล่าวก็มีที่ตั้งอยู่ที่ จ.ภูเก็ต มีด้วยกัน 3 บริษัท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ทราบว่าเรือประมงเบ็ดราวทูน่าน้ำลึกบางส่วนเจ้าของเดิมเป็นชาวมาเลเซีย แต่มีการซื้อขายให้กับชาวไต้หวัน และได้รับใบอนุญาตทำการประมงจากทางการเมียนมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถทำการประมงได้ในฝั่งประเทศเมียนมา แต่เมื่อได้สัตว์น้ำแล้วตามปกติจะเลือกนำไปขึ้นฝั่งที่เกาะมัลดีฟส์หรือหมู่เกาะมอริเชียส รวมถึงบางส่วนก็ขึ้นที่ประเทศเมียนมา แต่ในช่วงปลายปีเลือกที่จะเดินทางเข้ามาในน่านน้ำจังหวัดภูเก็ตแทน และถูกจับกุมดังกล่าว ในส่วนของปลาทูน่าที่เอามาขึ้นที่ท่าภูเก็ตนั้นจะมีการแบ่งเกรด โดยเกรดหนึ่งจะส่งขึ้นเครื่องเพื่อนำไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นและอเมริกา ส่วนที่เหลือก็จะส่งขายโรงงานภายในประเทศ ซึ่งส่วนนี้ที่เป็นปัญหา เพราะไม่สามารถแสดงแหล่งที่มา ทำให้เราต้องถูกอียูจับตามอง
ส่วนที่เหลืออีก 10 คนนั้น ต้องการเงินเดือนตามจำนวนที่ทำงาน เพราะทราบว่าบางคนนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนสูงสุด 19 เดือน และต่ำสุด 5 เดือน แต่ละคนจะมีเงินที่แตกต่างกัน เฉลี่ยมีเงินเดือนคนละประมาณ 300-400 เหรียญสหรัฐฯ แต่ขณะนี้นายจ้างหนีไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนหลังจากที่มีสอบสวนเสร็จคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็แล้วแต่ทางลูกเรือว่าจะเดินทางกลับประเทศหรือไม่อย่างไร เพราะขณะนี้ทางกงสุลอินโดนีเซียก็ทราบเรื่องนี้แล้ว เนื่องจากมีการอนุญาตให้อยู่ในเมืองไทยได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการดูแลและแก้ปัญหาดังกล่าว



