ข่าว

7วันอันตราย วันแรกตาย42 ยึดรถเมาขับ27คัน

7วันอันตราย วันแรกตาย42 ยึดรถเมาขับ27คัน

30 ธ.ค. 2559

วันแรก 7 วันอันตราย อุบัติเหตุ 524 ครั้ง เสียชีวิต 42 คน เหตุหลักเมาสุราสถิติสูงกว่าปีที่แล้ว ยึดรถเมาแล้วขับ 27 คัน

              เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 ธันวาคม นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2559 วันแรกของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เกิดอุบัติเหตุ 524 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 42 คน บาดเจ็บ 565 ราย

              สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุราและขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 29.77 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 83.09 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 21 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปทุมธานี 4 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี และพิษณุโลก 23 ราย

7วันอันตราย วันแรกตาย42 ยึดรถเมาขับ27คัน

            สำหรับช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 35.11 ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยแรงงาน ร้อยละ 52.88 ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,016 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 63,864 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 516,509 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 85,079 ราย มีความผิดฐานไม่มีใบขับขี่ 25,082 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 24,019 ราย

           ทั้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตวันแรกของ 7 วันอันตราย เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ยอดสูงกว่า โดยปีที่ผ่านมา ยอดผู้เสียชีวิตวันแรก 39 ราย

         นพ.โสภณกล่าวต่อว่า ศปถ.ได้กำชับจังหวัดและกองบัญชาการตำรวจนครบาลเข้มข้นการจัดตั้งจุดตรวจบนเส้นทางขาออกสู่ภูมิภาค กวดขันการขับรถเร็ว การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย และการขับรถย้อนศร พร้อมเพิ่มการเรียกตรวจรถโดยสารสาธารณะ คุมเข้มการตรวจสอบสภาพรถและการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถ ตลอดจนเตรียมความพร้อมระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินให้เข้าถึง และส่งต่อผู้ประสบอุบัติเหตุได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่

7วันอันตราย วันแรกตาย42 ยึดรถเมาขับ27คัน

         ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า คาดว่าประชาชนบางส่วนเดินทางถึงพื้นที่และเริ่มเฉลิมฉลองแล้ว จึงได้กำชับให้จังหวัดดูแลถนนสายรองโดยใช้กลไกของจุดตรวจร่วมและด่านชุมชนกวดขันการดื่มแล้วขับ โดยเฉพาะบริเวณสถานบันเทิงและสถานที่จัดกิจกรรม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ

         “ขอฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนเตรียมพร้อมก่อนเดินทาง โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสอบสภาพรถ ศึกษาและเลือกใช้เส้นทางที่ปลอดภัย หากขับรถระยะทางไกล ควรจอดพักรถในบริเวณที่ปลอดภัยหรือจุดบริการบนเส้นทางสายต่างๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงแล้วขับ สำหรับประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุ สามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 หรือสายด่วน 1669 เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป” นายฉัตรชัย กล่าว

            พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยปรากฏว่า ในวันที่ 29 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกของเทศกาล มีประชาชนจำนวนมากใช้เส้นทางอย่างหนาแน่นทั้งถนนสายหลักและสายรอง ขณะเดียวกัน คสช.โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.) ตำรวจและฝ่ายปกครอง ยังคงร่วมกันตั้งจุดตรวจและจุดอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ พร้อมเข้มงวดในมาตรการสร้างความปลอดภัย “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรอย่างเต็มที่

         พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า สถิติการตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาทด้วยการดื่มแล้วขับขี่ในวันที่ 29 ธันวาคม แบ่งออกเป็น การกระทำความผิดจากรถจักรยานยนต์ รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิดรวม 788 ครั้ง ดำเนินคดี 500 ราย เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถจักรยานยนต์ไว้ 21 คัน ยึดรถยนต์ 6 คัน ยึดใบขับขี่รถจักรยานยนต์ 62 คน และยึดใบอนุญาตขับขี่รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ 25 คน

7วันอันตราย วันแรกตาย42 ยึดรถเมาขับ27คัน

       สำหรับในส่วนของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ที่ได้ร่วมให้บริการประชาชนในวันที่ 29 ธันวาคมนั้น ในจุดบริการประชาชนของหน่วยทหารมีผู้มาใช้บริการ จำนวน 1,479 คน มีผู้เข้าเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง/แหล่งท่องเที่ยวและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของหน่วยทหารจำนวน 1,648 ราย

       “คสช.และรัฐบาลมีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชนระหว่างการสัญจร จึงขอให้ทุกท่านได้ปฏิบัติตามกฎจราจรและคำนึงถึงสวัสดิภาพในการเดินทางเป็นสำคัญ ทั้งนี้หากมีปัญหาในระหว่างการเดินทาง สามารถขอรับการช่วยเหลือได้จากเจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชนตามเส้นทางต่างๆ ได้ตลอดเวลา” รองโฆษกคสช. กล่าว

               เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์ลดอุบัติเหตุ ปีใหม่ ร่วมทำความดี ขับขี่ปลอดภัย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของมูลนิธิเมาไม่ขับ โดยมี นพ.แท้จริง ศริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเปิดงานและร่วมส่งผู้โดยสารที่เดินทางด้วยรถไฟกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก

        นายพิชิต กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ประชาชนเดินทางวันแรก ขณะนี้ทั้ง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และที่สถานีรถไฟหัวลำโพงมีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก ที่สถานีขนส่งหมอชิต ขณะนี้มีประชาชนเดินทางแล้ว 2 แสนคน ที่หัวลำโพงมีคนเดินทางออกนอกกรุงเทพฯ แล้วประมาณ 1 แสนคน ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลรักษาความปลอดภัย พร้อมทั้งจัดรถเสริมกรณีที่ยังมีประชาชนตกค้างอยู่ อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมได้มีการเตรียมพร้อมบริการอย่างเต็มที่ เพื่อส่งประชาชนกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำในส่วนของการตรวจวัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้ง บขส. รถไฟ ขสมก. รถตู้โดยสาร ต้องเป็นศูนย์ หากตรวจพบว่าพนักงานขับรถคนใดฝ่าฝืนจะลงโทษสถานหนักถึงขั้นไล่ออก ตัดเงินเดือน หรือพักงานทันที

              นายวุฒิชาติ กล่าวเสริมว่า ขณะนี้การรถไฟฯ ได้เตรียมรถจำนวน 211 ขบวน และเพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารไป/กลับ 10 ขบวน ในเส้นทางสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้วันละ 1.2 แสนคนต่อวัน โดยขณะนี้จำนวนผู้โดยสารที่เดินทางในวันที่ 29 ธันวาคม จำนวนทั้งหมด 100,208 คน แบ่งเป็น ในเส้นทางสายเหนือ รถให้บริการ 36 ขบวน มีคนเดินทางแล้ว 21,444 คน สายตะวันออกเฉียงเหนือ รถให้บริการ 56 ขบวน มีคนเดินทางแล้ว 29,461 คน สายใต้ รถให้บริการ 55 ขบวน มีคนเดินทางแล้ว 26,255 คน สายตะวันออก รถให้บริการ 22 ขบวน มีคนเดินทางแล้ว 12,025 คน สายแม่กลอง รถให้บริการ 42 ขบวน มีคนเดินทางแล้ว 11,023 คน อย่างไรก็ตามรถไฟยืนยันว่ายังมีรถไฟขบวนเสริมที่สามารถส่งประชาชนกลับบ้าน ไม่มีประชาชนตกค้างอย่างแน่นอน

                    เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 นครราชสีมา ประชาชนต่างพากันแบกสัมภาระเข้ามาซื้อตั๋วรถโดยสาร เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่ทางสถานีขนส่งได้จัดเตรียมรถเสริมไว้รองรับความต้องการของประชาชนที่จะเดินทางมาใช้บริการจำนวนกว่า 150 คัน และพร้อมที่จะนำมาเสริมเพื่อให้บริการประชาชนโดยทันที หากพบว่ามีไม่เพียงพอ โดยคาดว่าตลอดทั้งวันนี้จะมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 นครราชสีมา ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน อย่างแน่นอน

                  ขณะที่สภาพการจราจรบนถนนมิตรภาพช่วงผ่านจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเส้นทางหลักจากมุ่งสู่จังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่ายวันเดียวกัน สภาพการจราจรบนถนนมิตรภาพเริ่มมีปริมาณรถยนต์เพิ่มมากขึ้น และเริ่มหนาแน่น โดยเฉพาะช่วงบริเวณทางขึ้นเขต อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ต่อเนื่องไปจนถึง ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รถยนต์วิ่งชะลอตัวเคลื่อนตัวไปได้อย่างช้าๆ

              ขณะที่บริเวณถนนมิตรภาพช่วงบายพาสเลี่ยงเมืองนครราชสีมาก็เริ่มมีปริมาณรถเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากถนนมิตรภาพช่วงบริเวณดังกล่าวต้องรับปริมาณรถจากถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-นครราชสีมา และปริมาณรถจากถนนมิตรภาพ ทำให้ถนนมิตรภาพช่วงบายพาสเลี่ยงเมืองนครราชสีมามีปริมาณรถจำนวนมาก และเคลื่อนตัวไปได้ช้า อย่างไรก็ตามสภาพการจราจรบนถนนมิตรภาพโดยรวมยังถือว่าคล่องตัว คาดว่าช่วงคืนนี้ปริมาณรถบนถนนมิตรภาพจะหนาแน่นเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากวันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปีนี้

                  เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางกลับเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ประชาชนเดินทางถึง จ.สกลนครแล้ว ทำให้ปริมาณรถบนเทือกเขาภูพานเริ่มมีรถหนาแน่น ซึ่งตลอดทั้งวันมีรถยนต์ส่วนตัว บรรทุกสัมภาระ ตลอดจนรถโดยสารประจำทางได้เข้าสู่เขต จ.สกลนคร และผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเส้นทางบนเทือกเขาภูพาน มีทางโค้งคดเคี้ยวจำนวนมาก ทำให้บางช่วงไม่สามารถขับแซงได้ รถต้องวิ่งต่อท้ายเป็นแถวยาวหลายคัน ซึ่งหากผู้ขับขี่ไม่ชินเส้นทางอาจเกิดอุบัติเหตุได้

          ขณะที่เส้นทางที่มุ่งหน้าเข้า จ.สกลนคร ทั้งด้าน จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์ และ จ.นครพนม ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ อปพร. และเจ้าหน้าที่กู้ภัย คอยอำนวยความสะดวกตามจุดบริการต่างๆ ที่ตั้งอยู่แต่ละช่วงตามถนนสายหลัก

              เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการจราจร บนทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเชีย ช่วง จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือ พบว่ามีปริมาณรถที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยวในจังหวัดภาคเหนือมากต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา จนถึงช่วงเช้าวันที่ 30 ธันวาคม ปริมาณรถยังคงหนาแน่นจนแล่นเต็มช่องการจราจร ทั้ง 3 ช่องทางขาขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณสี่แยกหางน้ำสาคร จุดยุทธศาสตร์หลักในการระบายรถขึ้นสู่ภาคเหนือ ที่มีปริมาณรถเริ่มติดสะสมยาวกว่า 3 กิโลเมตร เนื่องจากมีอุบัติเหตุรถชนท้ายกันเกิดขึ้นเป็นระยะตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา รวมกว่า 10 ครั้ง มีรถได้รับความเสียหายกว่า 20 คัน แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ส่วนสภาพการจราจร บนทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณบุรี-ชัยนาท ต่อเนื่องทางหลวงหมายเลข 1 เพื่อเข้าพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ผ่าน 3 แยกหลวงพ่อโอ ปริมาณรถน้อย การจราจรคล่องตัว ซึ่งประชาชนที่ต้องการเดินทางขึ้นภาคเหนือ หากเลี่ยงมาใช้เส้นทาง 340 ต่อเนื่องทางหลวงหมายเลข 1 จะได้รับความสะดวกมากกว่า

           เมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางที่สถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอหาดใหญ่ ในวันสุดท้ายของการทำงานก่อนที่จะหยุดยาวปีใหม่ มีรถโดยสารทุกเส้นทางในภาคใต้รวมทั้งกรุงเทพฯ มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา และไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และการเดินทางหนาแน่นกว่าทุกวันที่ผ่านมา

ขณะที่สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา ได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจความพร้อมรถ และผู้ขับรถโดยสารสาธารณะช่วงเทศกาลปีใหม่ภายในสถานีขนส่ง เพื่อตรวจวัดแอลกอฮอล์ และสารเสพติดพนักงานขับรถทุกคน ซึ่งผลตรวจวัดแอลกอฮอล์จะต้องเป็นศูนย์ และต้องไม่มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย หากตรวจพบจะห้ามขับรถอย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ซึ่งจะตรวจต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มกราคม

          นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ประชาชนและสถานที่ต่างๆ อาทิ โรงแรม สถานบริการนิยม เล่นดอกไม้เพลิง จุดและปล่อยพลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควันกันอย่างแพร่หลาย โดยที่ผ่านมาพบว่ามีอุบัติภัย หรือเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ที่เกิดจากการเล่นดอกไม้เพลิง การจุดและปล่อยพลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควันอยู่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นการเตรียมพร้อมในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงได้สั่งการให้ทุกจังหวัดกวดขันการเล่นดอกไม้เพลิง การจุด และปล่อยพลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน ได้กำชับอำเภอดำเนินการตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการจุด การปล่อยพลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึง โดยเฉพาะการพิจารณาอนุญาตการจุด การปล่อยพลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การอนุญาตที่กำหนดไว้ในประกาศจังหวัด ที่ออกตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 27/2559 ได้กำหนดห้ามไม่ให้ผู้ใดจุดและปล่อย หรือกระทำการอย่างใด เพื่อให้บั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอยโคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกันขึ้นไปสู่อากาศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขต

“นอกจากนี้ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแนะนำร้านค้าที่จำหน่ายดอกไม้เพลิงและแหล่งผลิตให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กวดขันไม่ให้มีการจำหน่ายดอกไม้เพลิงนอกเหนือจากสถานที่ค้าที่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด รวมถึงตรวจตราสถานที่ที่มีการจัดงานรื่นเริงต่างๆ ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตราย หรือเกิดอุบัติภัย” นายกฤษฎา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรุงเทพมหานคร(กทม.) เตรียมจัดกิจกรรมงานเทศกาลปีใหม่กรุงเทพมหานคร และกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี พุทธศักราช 2560 ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ถึง 1 มกราคม 2560 โดยในวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม ที่ท้องสนามหลวง เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานพิธีอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร จากบริเวณหอพระภายในศาลาว่าการกทม. ไปประดิษฐานบนมณฑป ลานคนเมือง ศาลาว่าการกทม. เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา ถึงเวลา 15.00 น.วันที่ 1 มกราคม 2560 จากนั้นเวลา 21.00 น. จะมีการจัดงานแสงเทียนแห่งสยาม สวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ 2560 เวลา 22.00-23.30 น. โดยประธานฝ่ายบรรพชิต จะนำประชาชนเจริญพระพุทธมนต์สวดมนต์ข้ามปี เวลา 23.45 น. เพื่อเตรียมเข้าสู่ปีใหม่

ต่อมาวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2560 ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกทม. ในเวลา 07.00 น. จะมีพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ จำนวน 189 รูป จากนั้นเวลา 16.00 น. พิธีอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร จากหน้าศาลาว่าการ กทม. กลับไปประดิษฐาน ณ หอพระภายในศาลาว่าการ กทม.

พระราชศีลโสภิต (หลวงปู่หนูอินทร์ กิตฺติสาโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ แนะประชาชนชาวไทย ใช้หลักธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา ในการดำเนินชีวิตในเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่จะเป็นหนทางสร้างความสุขความเจริญให้แก่ตนเองและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

พระราชศีลโสภิตกล่าวว่า ในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ขออำนวยอวยพรให้พุทธศาสนิกชน ศิษยานุศิษย์ ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ได้ใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้า คือศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพราะเมื่อทุกคนยึดถือปฏิบัติ โดยมีศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว ก็จะทำให้ไม่ประมาท โดยเฉพาะไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต คืออย่าประมาทในวัย ทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย

ปฐมวัยคือวัยเด็ก เป็นวัยที่ต้องศึกษาหาความรู้ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มัชฌิมวัยคือวัยกลางคน ซึ่งเป็นวัยทำงาน ประกอบสัมมาชีพโดยสุจริต เพื่อสร้างหลักฐานให้แก่ครอบครัว และปัจฉิมวัย คือวัยสูงอายุ ให้รู้จักเข้าวัด หมั่นทำบุญ ให้ทาน ดังนั้น ในโอกาสต้อนรับปีใหม่ จึงขออำนวยอวยพรให้พุทธศาสนิกชน ญาติโยม ศิษยานุศิษย์ ประชาชนชาวไทยปราศจากสิ่งไม่ดี ละเว้นสิ่งที่ไม่ดี ที่จะเป็นแนวทางสร้างความสุข คือไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตก็จะเป็นผู้มีความสุข ความเจริญตลอดไป

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงมาตรการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ 143 แห่งในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ว่า ได้กำชับให้วางมาตรการป้องกันความปลอดภัยในเรือนจำอย่างเข้มงวดและเป็นปกติในทุกเทศกาลสำคัญมีวันหยุดต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ห้ามลาหยุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนกำลังพลในการควบคุมผู้ต้องขัง นอกจากนี้ได้กำชับให้ตรวจค้นอย่าให้ผู้ต้องขังลักลอบนำผลไม้ ข้าว ขนมปัง หรือวัตถุดิบที่มีเชื้อเป็นส่าเหล้า นำไปลักลอบหมักเหล้าดื่มฉลองปีใหม่ เพราะเมื่อมีการดื่มสุราจะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุทะเลาะวิวาท สำหรับเรือนจำที่มีโรงงาน โรงไม้ ให้ตรวจสอบไม่ให้ผู้ต้องขังขโมยแล็กเกอร์ ทินเนอร์ออกมา เนื่องจากหลายปีก่อนเคยเกิดเหตุการณ์ผู้ต้องขังไม่มีความรู้ว่าแอลกอฮอล์ในทินเนอร์เป็นเมทิลแอลกอฮอล์จึงนำมาผสมเป็นสุรา ดื่มแล้วเกิดปัญหาตาบอด ซึ่งเรือนจำแต่ละแห่งได้เตรียมมาตรการป้องกันไว้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม โดยมีการตรวจค้นหลายครั้ง และงดสั่งผลไม้ที่สามารถนำมาหมักเป็นสุรา

ในแต่ละเรือนจำช่วงปีใหม่จะมีกิจกรรมให้ผู้ต้องขังเล่นกีฬา มีพิธีการทางศาสนา มีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ หรือให้สวดมนต์ข้ามปี สำหรับการเยี่ยมญาติจะงดเยี่ยมตลอดช่วงวันหยุดปีใหม่