
จับกระแสดอกเบี้ย ขึ้น แท้หรือเทียม
ปรากฏการณ์อัดดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่สูงที่สุดในระบบของธนาคารทิสโก้ ด้วยแคมเปญ ซุปเปอร์ออมทรัพย์ ทำให้หลายคนตั้งคำถามหรือสงสัยว่า ตกลงดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางใดกันแน่ ระหว่าง ขาทรง หรือขยับเข้าสู่การเป็น ขาขึ้น หรือนี่เป็นเพียงแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ยังไม่เพี
เพราะต้องไม่ลืมว่า ธนาคารทิสโก้เป็นธนาคารน้องใหม่ที่ยังคงต้องตั้งหน้าตั้งตาระดมสภาพคล่อง ไม่ต่างจากแคมเปญของธนาคารธนชาตหรือธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งล้วนอยู่ในลู่วิ่งเดียวกัน
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แคมเปญ “ซุปเปอร์ออมทรัพย์” ของธนาคารทิสโก้ ก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
“ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์” รองกรรมการอำนวยการ ธนาคารทิสโก้ บอกว่า แคมเปญซุปเปอร์ออมทรัพย์ โดยลูกค้าที่เปิดบัญชี 1 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในตลาดในขณะนี้ เป็นที่สนใจของลูกค้าเป็นอย่างมาก
“ดอกเบี้ยซุปเปอร์ออมทรัพย์ 1.5% ที่เสนอให้ลูกค้าถือว่าสูงมาก สูงกว่าเงินฝากประจำ เพราะปัจจุบันฝากประจำ 1 ปีทั่วไป ดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.25% ซึ่งการฝากบัญชีนี้ นอกจากดอกเบี้ยจะสูงแล้ว ลูกค้ายังมีสภาพคล่อง โดยสามารถถอนได้เดือนละ 2 ครั้ง และไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีกด้วย เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่า 2 หมื่นบาท”
นั่นทำให้ผู้บริหารธนาคารทิสโก้ มั่นใจว่า ผู้ฝากเงินระหว่าง 1 แสนบาทถึง 1 ล้านบาทในบัญชีนี้จะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง
จนถึงขณะนี้มียอดเปิดบัญชีในแคมเปญนี้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ที่ 5,000 บัญชีแล้ว โดยหลังจากนี้ ธนาคารมีแผนที่จะออกแคมเปญโปรโมทบัญชีซุปเปอร์ออมทรัพย์อย่างต่อเนื่องอีก ทั้งสำหรับลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่
“ศักดิ์ชัย” บอกว่า บทพิสูจน์ของความสำเร็จของแคมเปญนี้ อยู่ที่การเติบโตของสัดส่วนประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความสำเร็จของตัวโปรดักท์ที่เลือกมานำเสนอลูกค้า ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีสอดคล้องกับภาวะตลาดในขณะนี้
สำหรับแคมเปญนี้ ธนาคารจะให้บริการไปตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งทิสโก้มั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้สัดส่วนบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1 แสนบัญชีตามที่ตั้งเป้าไว้ได้แน่นอน
ส่วนใครที่อยากพิจารณาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า ทิศทางจะเป็นอย่างไรก่อนตัดสินใจฝากยาวหรือฝากสั้นนั้น บิ๊กบอสแบงก์ยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ “ชาติศิริ โสภณพนิช” บอกว่า เชื่อว่าแนวโน้มดอกเบี้ยในระบบ รวมถึงดอกเบี้ยของธนาคารกรุงเทพ คงจะทรงตัวไปจนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจากสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินยังสูง ขณะที่การออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบมากนัก
“ชาติศิริ” มองว่า การแข่งขันระดมเงินฝากขณะนี้ ถือว่าเป็นภาวะปกติ ส่วนของธนาคารจะมีการเสนอเงินฝากระยะ 18 เดือนในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าและเป็นการล็อกต้นทุนเงินฝากไว้ด้วย โดยในขณะนี้ธนาคารยังมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการขยายสินเชื่อ
ขณะที่ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมองว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) มีโอกาสปรับขึ้นช่วงรอยต่อปลายปีนี้ถึงต้นปี 2553 แต่จะเป็นการค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นตามการแข่งขันด้านการชิงลูกค้าเงินฝากของธนาคารพาณิชย์
ด้านดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 1.25% ไปถึงปลายปี เพราะทางการคงอยากเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนไปจนถึงไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปีหน้า
ปิดท้ายที่ “ธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน ที่ประเมินว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมานั้น อัตราดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มมีการขยับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5-1% ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นาน อัตราดอกเบี้ยระยะกลางและระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีการแข่งขันเพื่อระดมเงินฝากมากขึ้น เพื่อใช้รองรับความต้องการของรัฐบาลที่เตรียมขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เพื่อใช้ในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ รวมทั้งความต้องการเงินกู้จากผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หลังภาวะเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณกลับมาฟื้นตัว
กระแสความเห็นส่วนใหญ่ในขณะนี้ จึงเทไปข้างที่ว่า การปรับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงนี้เป็นแค่ศึกชิงเงินฝากเล็กๆ ขณะที่รอบใหญ่หรือกระแสหลักต้องว่ากันอีกครั้งในปีหน้า
แต่ที่แน่ๆ ถ้าใครอยากรู้ว่า ทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไรในอนาคต ลองไปร่วมฟังสัมมนา “อัพเดทประเทศไทย” ที่จัดโดยวิทยุเนชั่น เอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ มีทั้งนักบริหารเงินที่คลุกคลีกับสภาพคล่องและปริมาณเงินมาคุยให้ฟัง รวมทั้ง “วีระ ธีรภัทร” ที่งานนี้ลงทุนหอบเอกสารปึกใหญ่มาวิสัชชนาทั้งเศรษฐกิจและการเมืองไทย วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ เวลา 09.00-16.30 น. สนใจสอบถามรายละเอียด โทร.0-2338-3582-5 หรือ www.nationradio.co.th
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



