ข่าว

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

28 ธ.ค. 2559

วันนี้สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตั้งแต่ เวลา 04.40 น.

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559  สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559  หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 23.17 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 55,668คนรวม 58วัน มี2,404,706คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 5,588,954.50 บาทรวม 58 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 192,547,141.75 บาท

ขณะที่บรรยากาศการเดินทางเข้ามากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประชาชนยังคงเนืองแน่นต่างมารอต่อแถวตั้งแต่เช้ามืด โดยในวันนี้สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตั้งแต่ เวลา 04.40 น.

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

ดลพร โพธิ์ย้อย-สุวิมล ซื่อสัตย์คมสัน- ศิวกร วันทะวงษ์ - มะยม แสงถวิล

นายมะยม แสงถวิล พร้อมด้วย นางสุสิมล ซื่อสัตย์คมสัน น.ส.ศิวกร วันทะวงษ์ และนางดลพร โพธิ์ย้อย เดินทางมาจาก จ. สมุทรปราการ รอเข้าแถวสักการะพระบรทศพตั้งแต่ตี 4 เผยว่าแต่ละคนรีบสะสางงานธุรกิจส่วนตัวให้เสร็จก่อนปีใหม่ และนัดกันมาเพื่อใช้เวลามากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ก่อนจะพักผ่อนในวันหยุดยาว โดยนายมะยม เผยว่า ด้วยติดตามข่าวตลอดว่ามีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาที่นี่ เลยมีการวางแผนว่าจะมาหลังปีใหม่ ให้คนต่างจังหวัดไกลๆ ได้เดินทางมาก่อน แต่พอดีเคลียงานเสร็จไว และหลานสาว (น.ส.ดลพร) ที่เดินทางมากราบพระบรทศพแล้ว 2 ครั้ง ได้แนะนำให้มาตั้งแต่เช้ามืดและอาสาจะพามาด้วย จึงตัดสินใจเดินทางมาในวันนี้

“ปลื้มใจมากที่ได้มาหาท่าน หลายสิบปีก่อนก็เคยเดินทางมาวัดพระแก้ว ตอนนั้นมีโอกาสดัได้รับเสด็จในหลวงรัชกาล ที่ 9 ด้วย จำได้ว่าเห็นทรงพระดำเนินไปทำพระราชพิธีในพระอุโบสถ ผมนั่งรอรับเสด็จอยู่ตรงทางเดินใกล้พระองค์มากๆ เรารู้สึกดีใจที่ได้เห็นบารมีพระองค์ท่าน เพราะเกิดมาเราก็มีแต่พระองค์ เห็นทรงทำอะไรต่างๆ นานาให้เรามามาก ทรงทำให้คนไทยมีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ” นายมะยมกล่าว

 ด้าน น.ส.ศิวกร เล่าย้อนให้ฟังว่าเคยได้รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่บริเวณ อ่างเก็บน้ำคลองทราย จ.สระแก้ว อันเป็นบ้านเกิด ภาพที่จำได้ดีคือเห็นพื้นที่ตอนนั้นค่อนข้างแห้งแล้งแต่พระองค์ก็เดินเข้ามาหาประชาชน นั่งบนพื้นดิน พูดคุยกับชาวบ้านแบบไม่ถือพระองค์

“จำได้ว่าทรงมาเปิดโครงการอ่างเก็บน้ำ บริหารน้ำให้ชาวบ้านทำนาได้ตลอดทั้งปี ตอนนั้นแล้งและร้อนมาก ชาวบ้านไปรอตั้งแต่เช้า พอเสด็จมาถึงทรงหยุดนั่งบนพื้น คุยกับประชาชนอย่างไม่ถือพระองค์เลย พอโตมาเรามาอ่านบทความเจอว่า เพราะพระองค์รู้ว่าประชนชนมารอนาน ก็ต้องคุยถามสารทุกข์สุขดิบ ให้ประชาชนชื่นใจหายเหนื่อย และได้รับรู้ปัญหาของพสกนิกรอย่างเเท้จริง จึงรักพระองค์มาก เพราะสิ่งที่ทรงทำมีค่ากับคนไทย และชาวสระแก้วมากๆ หลังจากทรงพระราชดำเนินมา เราก็มีน้ำทำเกษตรกรรมตลอดทั้งปี ที่ไหนแล้งก็มีต้นไม้ขึ้นอุดมสมบูรณ์ เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่เราไม่ลืมเลย ” น.ส.ศิวกร กล่าวทิ้งท้าย

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

อรุณี -ฐิติกาญจน์ อนวัชสกุล 

ด้าน น.ส.ฐิติกาญจน์ อนวัชสกุล อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เดินทางมากับนางอรุณี อนวัชสกุล อายุ 56 ปี มารดา และครอบครัว รวม5 คน กล่าวว่า ครอบครัวออกเดินทางจาก จ.สมุทรปราการ มาถึงสนามหลวงประมาณ 02.00 น. และได้เข้าประมาณ 09.30 น. ระหว่างรอก็ตื่นเต้นและไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เมื่อได้เข้าไปกราบสักการะพระบรมศพก็ปลาบปลื้มมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มา แม้จะเกิดไม่ทันเห็นพระองค์ทรงงานและไม่เคยได้รับเสด็จ แต่ก็ติดตามข่าวที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามที่ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ถ้าหากไม่มีพระองค์ ประเทศเราคงไม่มาถึงจุดนี้ได้ ทำให้ตนรักและประทับใจทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ส่วนตัวได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และตั้งใจว่าจะทำความดีเพื่อตอบแทนพระองค์

ด้านนางอรุณี กล่าวว่า ปลาบปลื้มและตื้นตันใจมากที่ได้มากราบสักการะพระบรมศพ แม้จะเจ็บหัวเข่า แต่ตั้งใจแล้วว่าจะมาให้ได้ พอมาถึงก็ไม่รู้สึกเจ็บเลย ส่วนตัวไม่เคยมีโอกาสได้รับเสด็จ รู้สึกเสียดายมากที่ไม่เคยได้เห็นพระองค์จริง ได้แต่ติดตามดูข่าวพระราชสำนักทุกวัน เห็นพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย พระองค์พระราชทานโครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น การแก้ปัญหาน้ำ ด้วยการสร้างเขื่อน และแก้มลิง การแก้ไขปัญหาการปลูกพืชให้ชาวเขา

“ดิฉันเห็นพระองค์ทรงงานอย่างเหน็ดเหนื่อยก็รู้สึกเหนื่อยแทน และทราบมาว่าวันหนึ่งพระองค์ทรงพระบรรทมแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ดิฉันรักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ดิฉันทำบุญตักบาตรก็จะอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศลและขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ขอพระบารมีช่วยปกป้องคุ้มครองประชาชนให้มีความสุข ดิฉันดีใจมากที่เกิดใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

อัมพร บำรุงผลและนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านนา

ขณะที่ น.ส.อัมพร บำรุงผล อายุ 58 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นำคณะครูและนักเรียนชั้น ป.5 รวม 100 ชีวิต เดินทางจากจังหวัดชลบุรี มากราบสักการะพระบรมศพ รวมทั้งพานักเรียนได้สักการะพระแก้วมรกต สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองและเที่ยวชมสวนสัตว์เขาดินวนา ก่อนเดินทางกลับโดยรถบัสภายในวันเดียวกัน เผยว่า ในฐานะที่ทุกคนเป็นข้ารองบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยากน้อมถวายแสดงความอาลัยแก่พระมหากษัตริย์ผู้ย่ิงใหญ่ แต่เด็กบางคนอาจขาดโอกาสไม่สามารถมาด้วยตัวเอง หรือมีผู้ปกครองพามา ทางโรงเรียนจึงได้ประสานงานกับทางสำนักพระราชวังเพื่อขอพาเด็กนักเรียน ตั้งแต่ชั้น ป.4-ป.6 มาถวายสักการะ จำนวน 3 วัน ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่สอง

“โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ดังนั้นหลักสูตรการสอนจึงบูรณาการด้านศีลธรรม ไม่ได้มุ่งเน้นแค่วิชาการ ทว่าสอนให้นักเรียนพอใจ พอเพียงจากสิ่งที่ตัวเองมี ด้วยพื้นที่ค่อนข้างจำกัดแค่ 2 ไร่ ประกอบกับอยู่ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม ชีวิตเกษตรกรจึงไม่มี แต่เราก็แนะให้นักเรียนลองปลูกพืชผักในกระถางทดแทน” ผอ.โรงเรียนกล่าว

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

ปรีชา คำนวณสกุณี-จุฬนิจ ชูศรี 

นายจุฬนิจ ชูศรี ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุ 23 ปี ขณะนี้ศึกษาอยู่ชั้นปี 2 คณะครุศาสตร์ สาขาพละศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เดินทางพร้อมเพื่อน นายปรีชา คำนวนสกุณี อายุ 23 ปี ออกจากที่พักเพื่อมารอต่อแถวเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 03.00 น. และเข้าสักการะเวลา 09.30 น. ซึ่งนายจุฬานิจ เปิดเผยหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ว่า ปลาบปลื้มในและรู้สึกว่าเป็นบุญมากที่ได้มากราบสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ระหว่างกราบสักการะพระบรมศพได้อธิษฐานให้พระองค์ท่านได้ปกปักคุ้มครองประชาชนทุกคนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมา แม้จะต้องมาแต่เช้าหรือรอคิวหลายชั่วโมงก็้ไม่รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด ตั้งใจว่าจะหาโอกาสเดินทางมากราบกระองค์ท่านอีก

    “ผมน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน บ้านที่สุราษฎร์ฯ ได้ปลูกผัก และเลี้ยงปลา ไว้กินในครัวเรือน นอกจากนี้ในส่วนการใช้จ่ายก็จะประหยัดอดออม เมื่อมีเวลาว่างก็จะไปรับจ้างเป็นกรรมการตัดสินกีฬาต่างๆ เป็นการหารายได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ตั้งแต่เด็กได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักเพื่อประชาชนทุกคน อดทนเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำตามความฝันที่จะเป็นครูพละศึกษา จากที่ช่วงวัยเด็กค่อนข้างจะเกเร และไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ หากได้เป็นครู ตั้งใจจะปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียน ไม่เพียงแค่บอกให้นักเรียนทำนั่นทำนี่ อย่างนักเรียนวิ่งเราก็จะต้องวิ่งด้วย” นายจุฬนิจ กล่าวด้วยความมุ่งมั่น