
พระผู้สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์
คนไทยทั้งชาติขอน้อมศิระเกล้ากราบถวายสักการะพระผู้สถิตในดวงใจ ตราบนิจนิรันดร์
เมื่อเวลาประมาณ 19.47 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ทุกสายตาของคนไทยต่างจับจ้องไปที่จอโทรทัศน์ เมื่อภาพตัดเข้ารายการจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ด้วยก่อนหน้านี้ในช่วงค่ำวันที่ 12 ตุลาคม 2559 กระแสข่าวพระอาการประชวรในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรุดหนักมากขึ้น จากแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 38 นับจากนาทีนั้นดวงใจของผองไทยทุกดวงส่งไปยังโรงพยาบาลศิริราช และใครที่สะดวกหรือสละการงานได้ก็เดินทางไปเฝ้ารอและร่วมสวดมนต์ถวายแด่พระองค์ท่านจนแน่นขนัด
และเมื่อโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ เริ่มอ่านประกาศสำนักพระราชวัง เพียงประโยคหลังจากที่ผู้ประกาศเอ่ยพระนาม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต เพียงคำ “สวรรคต” ก็ทำเอาคนไทยทั้งประเทศหลั่งน้ำตาด้วยความอาดูรสุดพรรณนา บางคนที่เฝ้าติดตามพระอาการถึงกับล้มทั้งยืน น้อยคนนักที่จะฟังประกาศครั้งนั้นได้จบสิ้นอย่างมีสมาธิ ด้วยประกาศดังกล่าวมีข้อความว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น
แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี
นับจากนั้นแถลงการณ์จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ตามมา ความเศร้าโศกปกคลุมไปทั่วผืนแผ่นดิน เสมือนสายฟ้าฟาดหัวใจคนไทยทุกดวงแตกสลาย แม้กระทั่งในต่างประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่ ต่างโศกเศร้าอาดูร เสียงร้องไห้ระงมไปทั่วปฐพี สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากทุกหน่วย ทุกฝ่ายและประชาชนทุกคนคือ ณ เวลานี้ ณ ขณะนี้ เราจะดำเนินชีวิตกันต่อไปอย่างไร เราจะปฏิบัติตัวอย่างไร เราจะเดินหน้ากันต่อไปอย่างไร ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2489 นับจนวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี คนที่มีอายุ 70 ปีลงมาต่างได้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารมาตลอดชีวิต เกิดมาก็เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว เห็นพระองค์ท่านทรงงาน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรในพระองค์ บางคนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ บางคนก็เฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ดูข่าวในพระราชสำนักเมื่อเสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้กระทั่งทรงพระประชวร ประทับรักษาพระอาการที่โรงพยาบาลศิริราช วันไหนที่ทรงพระพลานามัยแข็งแรง ก็จะเสด็จฯ ลงมายังด้านหลังอาคารเฉลิมพระเกียรติ หรือให้ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ คณะรัฐบาล เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานอย่างเสมอมา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างแน่วแน่ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความกินดีและคุณภาพชีวิตที่ดีของพสกนิกร และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนของประเทศชาติ พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ในโอกาสต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต บนความพอเพียงพอดีและมีภูมิคุ้มกันแก่ชีวิต และเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข
นับเป็นบุญของชาวไทยที่เกิดมาภายใต้พระบารมีของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐที่มีสายพระเนตรยาวไกล และมีพระราชจริยวัตรอันงดงาม ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ พสกนิกรต่างจงรักภักดี เคารพสักการะ เทิดทูนดุจพ่อแห่งแผ่นดิน และสถิตแนบแน่นในดวงใจไทยนิรันดร์ เมื่อศุภสมัยสำคัญของพระองค์เวียนมาบรรจบ ประชาชนชาวไทยต่างพร้อมใจกันทุกหมู่เหล่าสมานฉันท์จัดงานเฉลิมพระเกียรติ แสดงความจงรักภักดีด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
แต่เมื่อเสด็จสวรรคต ทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไป ดั่งพระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคมในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540 ความว่า “ต้องควบคุมสติให้มั่น ไม่หวั่นไหวไปกับวิกฤต ทำความคิดจิตใจให้หนักแน่นและเที่ยงตรงเสมอเหมือนกัน” ภาพที่เห็นเป็นประวัติศาสตร์คือ พสกนิกรชาวไทยในชุดสีดำจากทั่วหัวระแหง ต่างพร้อมใจกันเดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราช แน่นขนัดตลอดเส้นทางถึงพระบรมมหาราชวัง เพื่อเฝ้าฯ เป็นครั้งสุดท้าย เสียงร่ำไห้ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง และยิ่งสะอื้นไห้ น้ำตาไหลพรากเมื่อขบวนเสด็จฯ ค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้าไป ต่างกับทุกครั้งที่ผ่านมาที่เสียง “ทรงพระเจริญ” จะดังอย่างกึกก้องพร้อมกับการสวมใส่เสื้อสีเหลือง สีประจำพระองค์ กลับกลายเป็นภาพในอดีต ความเงียบกริบเข้ามาแทนที่
นับจากนั้นภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในขณะที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหรือทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,500 โครงการ ก็ทยอยออกมาให้ได้ซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างต่อเนื่อง การแซ่ซ้องสรรเสริญพระบารมีไม่เคยขาด ทั้งจากผู้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ผู้เคยเข้าเฝ้าฯ แม้กระทั่งกษัตริย์นานาประเทศต่างส่งพระราชสาส์นและสาส์นแสดงความอาลัยและเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านมาอย่างต่อเนื่อง สมกับที่ทรงได้รับถวายพระราชสมัญญาจากนานาประเทศว่า “King of Kings”
อาทิ ข้อความแสดงความอาลัยจากสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อเสด็จฯ มาถวายราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นการส่วนพระองค์ ความว่า "แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีสายพระเนตรอันยาวไกลอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เปรียบดุจอัญมณีอันล้ำค่าที่สุด เกล้ากระหม่อมขอถวายความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อพระมหากษัตริย์ผู้เข้าถึงปรินิพพาน ขอตั้งจิตภาวนาด้วยความมุ่งมั่น ขอให้พระองค์ทรงจุติเป็นธรรมราชาตลอดไป เพื่อประโยชน์ของสรรพสิ่งทั้งมวล"
รวมถึงหนึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของโลกเมื่อสหประชาชาติเปิดประชุมนัดพิเศษถวายสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภาพการถ่ายทอดสดวันนั้น การกล่าวสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่านโดยเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้แทนประเทศต่างๆ สร้างความปลาบปลื้มปีติแก่คนไทยทุกผู้นาม ตอกย้ำให้รู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นทรงประเสริฐยิ่งนักและทรงรักคนไทยมากเพียงใด
ความรักความเศร้าเสียใจยิ่งทำให้ต่างเดินทางไปยังท้องสนามหลวง แม้ในช่วงแรก ทางสำนักพระราชวังยังไม่ได้เปิดให้เข้าไปกราบสักการะพระบรมศพ แต่ก็ยังพร้อมใจกันไปถวายสักการะด้านข้างพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ก็ต่างไปเข้าแถวตั้งแต่ดึกดื่นเพื่อรอเข้าถวายสักการะในช่วงเช้า และเมื่อผ่านพ้นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง แม้ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ก็ทรงพระเมตตาพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนขึ้นถวายสักการะไปพร้อมกัน
และด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคือดวงใจ ดวงประทีปของชาวไทย กิจกรรมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพคนไทยทั้งประเทศต่างสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ ใบหน้าเศร้าระทม เป็นภาพที่ชาวต่างชาติยังแปลกใจ ความมีน้ำจิตน้ำใจของคนไทยด้วยกันเองมีให้เห็นทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะโดยรอบสนามหลวงคนไทยมากมายต่างมอบน้ำใจให้กันและกัน ทำดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ทำดีเพื่อพ่อ นำอาหาร น้ำ ยาดม ยาหม่อง ร่มกันแดด ผ้าปูนั่ง มาแจกให้แก่คนที่มาเข้าแถวรอถวายสักการะ มีจิตอาสาคอยเดินเก็บขยะ มีจิตอาสามอเตอร์ไซค์รับส่งผู้คนฟรี มีกลุ่มคนมาตั้งเต็นท์แจกจ่ายอาหาร จนถึงตั้งเต็นท์ให้ยืมเสื้อผ้าสีดำที่เรียบร้อยเหมาะสม แม้กระทั่งรองเท้าก็จัดหามากันไม่ขาดสาย มีพระบรมฉายาลักษณ์ที่จัดทำอย่างสวยงามมาแจกจ่ายกันอย่างทั่วถึง
แม้กระทั่งการรวมตัวกันเพื่อร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่นำโดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ประชาชนจากทั่วสารทิศต่างสวมเสื้อผ้าสีดำเดินทางมายังบริเวณท้องสนามหลวงตั้งแต่เช้าตรู่แม้จะมีเวลานัดหมายในช่วงบ่าย ผู้คนเนืองแน่นไล่เรื่อยไปจนถึงบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า อีกฝั่งก็แน่นขนัดถนนราชดำเนิน แม้กระทั่งด้านข้างพระบรมมหาราชวังโดยรอบ ยังไม่นับรวมคนไทยที่ต่างเฝ้ารอหน้าจอโทรทัศน์เพื่อร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีไปพร้อมกัน แม้กระทั่งช่วงค่ำที่นัดหมายกันอีกครั้ง ภาพของประชาชนที่เดินทางเข้าไปยังสนามหลวงก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง แม้แทบจะไม่มีที่ยืนกันแล้ว แต่เมื่อคิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ร่วมเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ให้ยากเย็นและเหนืื่อยยากแค่ไหนก็พร้อมที่ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพราะต่างคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นเพียงเศษธุลี ด้วยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยอย่างอเนกอนันต์ ไม่เคยทรงหยุดพักแม้หนทางจะลำบากยากแค้น แม้จะมีการทูลเกล้าฯ ถวายรายงานถึงความไม่สงบในพื้นที่นั้น แต่ก็เสด็จฯ เข้าไปเพื่อทรงแก้ปัญหาและเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์อย่างไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ
รวมถึงหนึ่งกิจกรรมที่ซาบซึ้งกินใจต่อผู้พบเห็นทั้งคนไทยเองและชาวต่างชาติ นั่นคือหน่วยงานต่างๆ โรงเรียน ภาครัฐ เอกชน ทหาร ตำรวจ และประชาชนในจังหวัดต่างๆ ต่างพร้อมใจกันแปรอักษรเป็นเลข ๙ เพื่อแสดงความอาลัยต่อพระองค์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง ใช่เท่านั้นแม้กระทั่งช้าง สัตว์ใหญ่ที่สุดในโลก “ช้าง” ที่ถือเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศไทย ด้วยพระมหากษัตริย์ไทยนับแต่อดีต จะทรงมีช้างเผือกคู่บารมีเสมอมา ช้างกว่า 20 เชือกถูกจับแต่งตัวอย่างอลังการและเดินเป็นขบวนด้วยท่วงท่าและลีลาที่พร้อมเพรียงเพื่อถวายสักการะพระบรมศพอย่างสวยงาม กลายเป็นหนึ่งภาพประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดไปยังสื่อทั่วโลก รายการข่าวชื่อดังของต่างประเทศยังมาเฝ้ารอรายงานและถ่ายทอดสดให้ชมกันทั่วโลก
แม้ในพิธีส่งมอบไม้จันทร์ไม้หอมจาก อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่จะใช้ในการสร้างพระโกศเพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพมายังสำนักงานช่างสิบหมู่ ศาลายา จ.นครปฐม ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงที่ทราบข่าว ยังขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีสำคัญครั้งนี้ รวมไปถึงนั่งรอข้างทางถนนเพื่อร่วมส่งไม้จันทร์หอมสู่ที่หมาย โดยต่างพร้อมใจกันนั่งรอเสมือนรอเฝ้าฯ หลายคนถือพระบรมฉายาลักษณ์ไว้เหนือหัว เมื่อขบวนรถบรรทุกไม้จันทร์หอมผ่านก็ก้มลงกราบพร้อมน้ำตาที่ไหลริน พสกนิกรที่มาร่วมส่งขบวนรถต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้จะเป็นเพียงต้นไม้แต่ก็เป็นต้นไม้ที่จะใช้ในพระราชพิธีสำคัญ
หนึ่งภาพกับความคุ้นตาคือพสกนิกรจากทุกถิ่นที่ในประเทศไทย และคนไทยซึ่งใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศที่กลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเกิด ต่างเดินทางมายังสนามหลวงกันแต่เช้าตรู่ บางคนก็เดินทางมาถึงช่วงดึกและนั่งรอจนเช้าของอีกวัน เพื่อรอเวลาที่สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพ ไม่ว่าจะเข้าแถวต่อเรียงกันนานแค่ไหน แดดจะร้อนแรงสักปานใด พายุฝนจะโหมกระหน่ำหนักหนาอย่างไร หรือใช้เวลายาวนานเพียงใด ก็ไม่เคยมีใครเอื้อนเอ่ยถึงความเหนื่อยยาก เหนื่อยล้า ท้อถอย หรือหมดความอดทน ทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะขึ้นไปกราบถวายสักการะ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในขณะที่ได้กราบ แต่ความตั้งใจไม่เคยถอยหนี จวบจน ณ วันนี้ เกือบถึงร้อยวันแห่งการสวรรคต คนไทยทุกคนยิ่งอยากเดินทางเข้าไปกราบถวายบังคมกันสักครั้ง
“ถ้าไม่มีพระองค์ท่าน อุ้ยก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่” “ถ้าไม่มีพระองค์ท่านช่วยเรื่องหาอาชีพ ป่านนี้จะไปอยู่ตรงไหนของโลกก็ไม่รู้” “ถ้าพระองค์ท่านไม่ช่วยไว้ครานั้นตายไปนานแล้ว” “ถ้าพระองค์ไม่พระราชทานเขื่อนให้ น้ำท่วมตายแล้ว” “ทรงแนะนำแนวทางทำมาหากิน ไม่เช่นนั้นคงปลูกยาเสพติดตอนนี้คงติดคุกหรือตายเพราะยาไปแล้ว” ฯลฯ คำพูดจากใจของพสกนิกรของพระองค์ที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากใจที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ตอกย้ำว่าการกระทำต่างๆ กิจกรรมต่างๆ หรือความดีที่ตนเองทำมานั้นเปรียบไม่ได้เลยกับพระเมตตาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ประชาชนของพระองค์ ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ชนชาติไหน สัญชาติใด เมื่อมาอยู่และขอพึ่งพระบารมี พระองค์ท่านจะทรงช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน ทรงร่วมทุกข์ ร่วมสุข พระราชทานความรัก ความห่วงใย สร้างความสุขสวัสดิ์ยั่งยืนแก่ประชาชนของพระองค์อย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย ทรงเป็นหลักชัยนำทาง ชาติไทยจึงรุ่งเรือง ก้าวหน้ายาวนานกว่า 70 ปี 4 เดือน 7 วัน
คนไทยทั้งชาติขอน้อมศิระเกล้ากราบถวายสักการะพระผู้สถิตในดวงใจ ตราบนิจนิรันดร์
เรื่อง กรรณิกา ใจจำนงค์



