ข่าว

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

27 ธ.ค. 2559

โดย - สุรัตน์ อัตตะ

                    เสียงระเบิดตูมใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหว  ตามด้วยแรงสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว  ก่อนเที่ยงคืนวันที่ 12 ส.ค.58 สร้างความตระหนกตกใจให้กับชาวเมืองเทียนสินอย่างสุดขีด  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก และหนึ่งในภาพที่สะท้อนหายนะครั้งนี้ชัดเจนที่สุด คือ ภาพรถนำเข้าจำนวนนับไม่ถ้วนที่จอดเรียงแถวกันในสภาพถูกเผาจนกรอบ แล้วยังมีรถยนต์ใหม่ราว 10,000 คัน 

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

                 ทุกคนยังจำกันได้ดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้น ถึงวันนี้แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 1 ปีเต็มแต่ก็ยังไม่ลืมเลือนและวันนี้พวกเรากำลังไปเยือนมหานครใหญ่แห่งนั้น !

                เช้าวันต่อมาหลังรับประทานอาหารเช้าในห้องอาหารของโรงแรม  ทุกคนก็มาพร้อมกันที่ล็อบบี้เพื่อเตรียมเดินทางต่อไปยังเมืองเทียนสิน หรือเทียนจิน ในภาษาจีนกลาง ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 120 กิโลเมตร  ทิศตะวันออกติดอ่าวโป๋ไห่ ทะเลจีนเหนือ เทียนสินเป็นเมืองโบราณและเมืองวัฒนธรรม ถือเป็นเมืองคู่แฝดคู่กับกรุงปักกิ่งมาอย่างยาวนาน ในอดีตนั้นทั้งปักกิ่งและเทียนสินต่างเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเหอเป่ย แต่ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีระบบการปกครองพิเศษ ซึ่งมีระดับเทียบเท่ากับมณฑล ขึ้นรัฐบาลกลางโดยตรง 

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

              การเดินทางจากปักกิ่งไปเทียนสินครั้งนี้ดูตื่นเต้นไม่น้อย เพราะเรามีโอกาสใช้บริการรถไฟความเร็วสูง  โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที  ระหว่างการเดินทาง ไกด์เจมส์ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของเทียนสินว่า เป็น 1 ใน 4 มหานครของจีนที่มีระบบการปกครองพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง ประกอบด้วย ปักกิ่ง เทียนสิน เซียงไฮ้และฉงฉิ่ง ซึ่งประเทศจีนปัจจุบันทั้งหมดมี 31 มณฑลและ 4 เขตปกครองพิเศษ ดังนั้นการบังคับบัญชาของผู้ว่าฯทั้ง 4 เมืองนี้ไม่ได้ขึ้นกับผู้ว่าการมณฑล แต่ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง ฉะนั้นทั้ง 4 เมืองจึงมีฐานะเทียบเท่ามณฑล ปัจจุบันเทียนสินถือเป็นมหานครใหญ่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ในขณะที่ปักกิ่งและเซียงไฮ้มีมากกว่า 20 ล้านคน 

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

             ไกด์เจมส์ให้ข้อมูลระหว่างเดินทางว่าเทียนสินเป็นเมืองท่าที่สำคัญทางด้านเหนือ มีท่าเรือใหญ่เป็นอันดับสองของจีน  รองจากมหานครเซียงไฮ้ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ เทียนสินมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ในอดีตเมื่อครั้งที่ปักกิ่ง กวางเจา เซียงไฮ้ ยังมีเพียงร้านค้าเล็ก ๆ แต่เทียนสินกลับเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ในช่วงปลายราชวงค์ชิง  ในครั้งนั้นมีขุนนางท่าหนึ่งที่่มีความคิดที่กว้างไกลมีชื่อว่า"ลีหงจาง" ทำหน้าที่คุมการเดินเรือทางทะเลติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองเทียนสิน ซึ่งมีความสะดวกในการติดต่อค้าขาย พร้อมกับพยายามปฏิรูปการปกครองให้เท่าทันกับวิถีทางตะวันตก ในขณะที่จักรพรรค์และนางซูสีไทเฮาไม่เห็นด้วย  ในที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จ

              แม้การเมืองเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต้องมาก่อน  ถึงแม้ลีหงจางจะทำหน้าที่เป็นขุนนางอยู่ที่ปักกิ่ง แต่ก็ได้มาวางรากฐานด้านอุตาหกรรมต่าง ๆ อยู่ที่เทียนสิน ทำให้เมืองแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งโรงงานหล่อเหล็ก อู่ต่อเรือ เหมืองถ่านหิน ขณะที่ปักกิ่งไม่มีอุตสาหกรรมอะไรเลย ทำให้ชาวเทียนสินมีความภาคภูมิใจในฐานะเป็นเมืองแหล่งกำเนิดของภาคอุตสาหกรรมของจีน  อุตสาหกรรมที่ทันสมัยในเวลานั้นมารวมตัวกันอยู่ที่เมืองแห่งนี้

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

             อย่างเหมือนถ่านหินที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็ขุดกันมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว  เมื่อก่อนขุดลึกลงไปประมาณ 100-200 เมตร แต่วันนี้ขุดลึกลงไปมากกว่า 4 พันเมตร โดยถ่ายหินที่ขุดขึ้นมานั้นก็จะนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั่นเอง ปัจจุบันเมืองเทียนสินไม่ใช่มีแค่อุตสาหกรรมเก่า ๆ ที่เกิดขึ้นมานาน แต่ยังมีอุตสาหกรรมใหม่ ๆและทันสมัย เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อาทิ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเลคทรอนิกส์ อุสาหกรรมการผลิตรถยนต์ รวมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องบินก็มีโรงงานผลิตอยู่ที่เมืองเทียนสินเช่นกัน

             ไกด์เจมส์ยังให้ข้อมูลไม่ทันจบ เราก็เดินทางมาถึงสถานีรถไฟในเวลา 8 โมงเศษ เพื่อให้ทันรถไฟขบวนปักกิ่ง -เทียนสิน ซึ่งจะออกในเวลา 9 โมงตรง   ทันทีที่เดินทางถึงสถานีก็รับตั๋วจากไกด์เจมส์ จากนั้นทุกคนจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่และเครื่องสแกน เมื่อผ่านเข้ามาข้างในบริเวณที่พักผู้โดยสาร บรรยากาศภายในคล้ายกับสถานีหัวลำโพงบ้านเรา

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

              จากนั้นก็ยืนเข้าแถวรอคิวเพื่อรอขบวนรถไฟ โดยยื่นตั๋วพร้อมพาสพอร์ต(สำหรับชาวต่างชาติ)หรือบัตรประชาชน(สำหรับชาวจีน)ให้กับทางเจ้าหน้าที่ตรวจอีกครั้งก่อนจะเข้าสู่ขบวนรถ  ไกด์เจมส์เล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งที่เปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงใหม่ ๆ กว่า 10 ปีที่แล้ว การตรวจเข้มของเจ้าหน้าที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้โดยสารชาวจีนเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเอะอะโวยวาย แต่เมื่อได้ฟังคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ถึงการรักษาความปลอดภัย ทำให้ผู้โดยสารเข้าใจและไม่มีการโวยวายเกิดขึ้นอีกเลย

              หลังยืนรอสักพักก็ได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศเสียงตามสายผู้โดยสารที่เดินทางไปเทียนสินให้เตรียมตัวขึ้นขบวนรถไฟในชานชาลาที่ 2 เพียงอึดใจเดียวรถไฟก็เข้ามาจอดเทียบชานชลา ทุกคนก็กรูเข้าไปในตัวขบวนรถพร้อมหาที่นั่งตามที่ระบุไว้ในตั๋ว  จากนั้นพนักงานสาวสวยประจำขบวนรถก็เดินทางตรวจตราความเรียบร้อย ก่อนที่รถไฟขบวนดังกล่าวได้เวลาเคลื่อนขบวนออกจากสถานีเพื่อมุ่งหน้าสู่มหานครเทียนสิน  ทันทีที่ขบวนรถไฟออกชานชาลาก็เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสังเกตุตรงหัวตู้ขบวนเหนือประตูเข้าออก ซึ่งได้ติดตั้งแผงบอกระดับความเร็วปรากฎว่ามีระดับความเร็วสูงสุดของรถไฟขบวนนี้อยู่ที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

               ระหว่างที่ขบวนรถไฟวิ่ง สังเกตุเห็นระดับความเร็วไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบ 300 จากนั้นรถก็ชะลอความเร็วเพื่อจอดที่สถานีระหว่างทางเพื่อหยุดรับส่งผู้โดยสารโดยถึงสถานีรถไฟมหานครเทียนสินในเวลา 09.45 น. ตรงตามตารางเวลาที่กำหนดไว้  เมื่อรถไฟจอดสนิทที่สถานีปลายทางทุกคนก็เดินออกจากขบวนรถไฟเพื่อมาขึ้นรถบัสต่อไปยังสถาบันวิจัยและวิศวกรรมการคมนาคมทางน้ำเมืองเทียนสินหรือ TIWTE เพื่อไปดูงานวิจัยแบบจำลองการชลประทานที่ไกด้ชื่อว่าทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเดินทางไปถึงก็พบกับ ดร.จาง หัว ชิง (Zhang Hua Qin)ประธานสถาบันฯพร้อมคณะยืนคอยต้อนรับ ก่อนพาเข้าห้องประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุปถึงความเป็นมาของสถาบันและผลงานการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

               โดยดร.จาง หัว ชิง (Zhang Hua Qin)กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทย และอธิบายความเป็นมาของสถาบัน TIWTE ว่าเป็นสถาบันเดียวและสถาบันแรกของจีนที่มีเทคโนโลยีงานวิจัยการคมนาคมทางน้ำและแบบทดลองการชลประทานที่ทัยสมัยที่สุดในปัจจุบันและยังคงเดินหน้าทดลองวิจัยงานชลประทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นนโยายหลักของสถาบันที่ต้องการศึกษาวิจัยองค์ความรู้การคมนาคมทางน้ำและการชลประทาน รวมไปถึงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการคมนาคมมหาสมุทรในทุกมิติ  

              ที่ผ่านมาทางสถาบันไม่เพียงเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลจีนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศเท่านั้นยังมีโครงการวิจัยร่วมกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย ปัจจุบันมีหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้ให้ความสนใจและมีการศึกษาวิจัยร่วมกัน อย่างเช่นมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีหลายโครงการที่ทางสถาบันได้เข้ามาร่วมในการดำเนินงานศึกษาวิจัยแหล่งน้ำ 

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

               เสร็จจากรับฟังบรรยายสรุปสร็จ จากนั้นก็ไปดูแบบจำลองเสมือนจริง ซึ่งตั้งอยู่อีกแห่งหนึ่งใกล้ชายทะเลด้านตะวันออกติดกับอ่าวโป๋ไห่ ห่างจากสำนักงานใหญ่ในตัวเมืองเทียนสินประมาณ 30 กิโลเมตร ขณะเพลิดเพลินกับการชมทัศนียภาพมองข้างทางที่เต็มไปด้วยแปลงนาเกลืออันก้าวใหญ่ไพศาลไกลสุดลูกหูลูกตา  โชเฟอร์รถบัสก็เหยียบเบรคดังเอี๊ยดเพื่อหยุดรถอย่างกะทันหัน เมื่อสังเกตุเห็นคานเหล็กกั้นถนนเอาไว้ พร้อมป้ายเขียนบอกห้ามรถใหญ่ที่ความสูงเกินกำหนดผ่าน  ทำเอาทุกคนในรถมองหน้ากัน  ทำอะไรไม่ถูก จะเดินหน้าต่อไปก็ไม่ได้ มีคานเหล็กขวางกั้นจะถอยหลังก็มีปัญหา เพราะไม่มีทางเลี้ยวกลับ  มีเกาะกลางถนนกั้น

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

             ทันใดนั้นโชเฟอร์จึงตัดสินใจเลี้ยวรถลงข้างทางไปตามถนนลูกรังแคบ ๆ  สภาพเส้นทางขรุขระ เต็มไปด้วยดินโคลนสีแดง ดูจากสภาพของถนนแล้วน่าจะเป็นเส้นทางวิ่งของรถบรรทุกมากกว่ารถทั่วไป เมื่อสังเกตุสองข้างทางฟากหนึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมและโกดังตลอดแนว ส่วนอีกฟากจะเป็นนาเกลือ เห็นได้จากมีกองเกลือสีขาวโพลนกองอยู่่เป็นระยะ ๆ เมื่อวิ่งไปได้สักระยะก็ไปเจอป้อมยามอยู่ตรงปากทางเข้าโกดังเก่า ๆ น่าจะใช้เป็นสถานที่เก็บวัสดุในโรงงานอุตสาหกรรม 

             จากนั้นไกด้เจมส์พร้อมด้วยโชเฟอร์ จึงลงไปสอบถามได้ว่าเส้นทางนี้สามารถไปยังจุดหมายที่เราจะได้หรือไม่  เพราะดูจากสภาพถนนแล้วน่าจะเป็นเส้นทางของรถบรรทุกและรถบัสรับส่งพนักงานที่ทำงานในโรงงานละแวกนี้มากกว่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่รปภ.ประจำป้อมบอกว่าสามารถไปยังจุดหมายปลายทางที่เราจะได้ไป แต่ต้องวิ่งด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากสภาพถนนขรุขระ มีหลุม มีบ่อเยอะ อันเป็นผลมาจากรถบรรทุกวิ่งเข้าออกอยู่เป็นประจำ  เมื่อถามถึงคานเหล็กกั้นถนนสายหลัก เจ้าหน้าที่รปภ.คนเดิมบอกว่าทางเจ้าหน้าทีทางหลวงจะปิดกั้นเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้นเพื่อป้องกันรถบรรทุกวิ่งทำให้ถนนได้รับความเสียหายง่าย แต่บังเอิญวันนี้เรามาตรงกันวันหยุดวันเสาร์พอดี รถจึงไม่สามารถผ่านไปได้ 

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

            หลังผ่านเส้นทางหฤโหดมาด้วยระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรก็ขึ้นมาเชื่อมต่อกับถนนสายหลักสี่เลนเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวโป๋ไห่  ซึ่งบางช่วงอยู่ระหว่างการซ่อมแซม ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงที่หมาย พร้อมเข้าเยี่ยมชมแบบจำลองเทคนิคการป้องกันคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง โดยมีรูปแบบจำลองในลักษณะต่าง ๆ มีให้ชมหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบอถูกจัดวางไว้ในอาคารแต่ละหลังตั้งอยู่เรียงลำดับกันไป ซึ่งการศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาแต่ละรูปแบบก็จะมีการปรับแก้อยู่ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

            เราใช้เวลาเดินชมชมรูปแบบจำลองเสมือนจริงเทคนิคการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของคลื่นทะเลและแม่น้ำตามจุดต่าง ๆ ภายในอาคารพอสมควร  จากนั้นจึงเดินทางกลับเข้าตัวเมืองเทียนสิน แต่ใช้คนละเส้นทางกับขามา เพื่อรับประทานอาหารเที่ยงที่ภัตตาคารจีนเก่าแก่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ตั้งสถาบันTIWTE  หลังอิ่มอร่อยมื้อกลางวันด้วยเมนูอาหารจีนสไตล์เทียนสิน  ซึ่งรสชาติไม่จืดเหมือนสไตล์ปักกิ่ง เหตุเพราะว่าเทียนสินเป็นเมืองท่าและอุตสาหกรรมที่สำคัญมาแต่โบราณ มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ ดังนั้นการกินอยู่เมนูอาหารก็ปรับเปลี่ยนไปเพื่อเอาใจชาวต่างชาติ ทำให้รสชาติของอาหาร จึงมีความจัดจ้านมากขึ้น มีเผ็ด มีเค็ม มีเปรี้ยว มีหวาน ยกเว้นเป็ดปักกิ่งที่ยังคงเป็นรสชาติแบบดั้งเดิม

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

            พวกเราใช้เวลาทานอาหารด้วยความรีบเร่ง ทั้งด้วยความหิว เนื่องจากกว่าอาหารจะตกถึงท้องจวนจะเกือบบ่ายสองโมงเข้าไปแล้วและยังเผื่อเวลาไว้เดินตะลอนชมความงามของถนนวัฒนธรรมโบราณ  ถือว่าเป็นไฮไลน์สำคัญของมหานครแห่งนี้และทันทีที่รถบัสจอดให้ทุกคนลงบริเวณใกล้ประตูทางเข้า เราก็มุ่งหน้าสู่ถนนวัฒนธรรมโบราณ(กู่เหวินฮว่าเจีย)ในทันที   ถนนวัฒนธรรมโบราณนี้ ตั้งอยู่ในเขตหนานไค เป็นถนนคนเดินกว้าง 5 เมตร ยาว 687 เมตร ตึกรอบ ๆ ทั้งหมดเป็นแบบโบราณ ระหว่างทาง มีของขายเต็มไปหมด ส่วนใหญ่เป็นของเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรม          

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

           ไม่ได้มีเฉพาะสินค้าเท่านั้นที่น่าสนใจ ภายในบริเวณทางยังมีวัดอยู่ด้วย คือเทียนโฮ่วกง) วัดนี้เก่าแก่มากสร้างในปี 1326 สมัยโบราณใช้เป็นที่สำหรับเซ่นไหว้เทพแห่งท้องทะเล และเป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ของคนเรือ แต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 กลับเริ่มค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเพียงบ้านพักที่อยู่อาศัยธรรมดาไปทีละนิด จนเมื่อปี 1986 ค่อยมีการบูรณะใหม่จนกลายเป็นถนนวัฒนธรรมโบราณ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงดังทุกวันนี้  แต่น่าเสียดายวันนี้ เราไปถึงเกือบหกโมงเย็นแล้ว จึงไม่มีโอกาสได้เดินเข้าไปชม

            เมื่อเราเดินผ่านประตูทางเข้าก็จะเจอสามแยกวงเวียนนาฬิกา มีทั้งเลี้ยงซ้ายและเลี้ยงขวา  พวกเราตัดสินใจเลี้ยงขวาเพื่อเดินชมบรรยายกาศถนนวัฒนธรรมโบราณในยามเย็นที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่เดินไปมากันขวักไขว่ ขณะที่บางร้านเริ่มจากทยอยเก็บข้าวของเพื่อปิดร้าน เมื่อสอบถามได้ความว่าร้านจะปิดประมาณ 2 ทุ่ม ขณะที่เราเดินชมอยู่นั้นเป็นเวลาทุ่มเศษ ทำให้ไม่มีเวลาเดินชมตลอดทั้งเส้น

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

           ระหว่างเดินชมสินค้าอยู่นั้นก็แอบไปเห็นร้านขายพู่กัน ก็เลยเลยเข้าไปถามแม่ค้าเจ้าของร้านได้ความว่าเป็นพู่กันที่ทำจากขนแกะอย่างดี ราคามีตั้งแต่ 50 หยวนขึ้นไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและความนิ่มของขนแกะด้วย จึงตัดสินใจซื้อไป 5 อัน คิดเป็นไทยก็ปาเข้าไปเกือบ 2 พันบาทเป็นของที่ระลึกเช่นเดียวกับเพื่อน ๆ ร่วมทริปที่มีโอกาสจับจ่ายสินค้า บนถนนสายนี้ติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยกันทุกคน

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

            หลังเพลิดเพลินบนถนนวัฒนธรรมพอสมควร จึงได้เวลาตามที่นัดหมาย 2 ทุ่มตรงเพื่อเดินทางกลับสู่ปักกิ่ง โดยคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ด้วยระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร สองทุ่มตรงรถบัสเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ออกเดินทางจากใจกลางมหานครเทียนสิน ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ ใช้เวลาพอสมควรกว่ารถจะผ่านออกจากตัวเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีความศิวิไล จากนั้นทุกคนก็หลับไหลไปด้วยความอ่อนเพลีย สองข้างถนนระหว่างทียนสิน-ปักกิ่งที่ว่ากันว่ามีทัศนียภาพที่งดงามทางธรรมชาติมากเส้นหนึ่ง  แต่วันนี้โชคร้ายเราไม่ได้เห็นอะไรเลย เพราะเป็นการเดินทางช่วงกลางคืนเต็มไปด้วยความมืด  

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

             เมื่อรถบัสแล่นมาใกล้ชานกรุงปักกิ่ง เห็นป้ายทางหลวงบอกระยะทางเหลือประมาณ 10 กิโลเมตรเข้าสู่ตัวเมือง ขณะที่ผู้คนในรถกำลังกลับไหลได้ยินสียงดัง"ปั๊ง" ทางด้านหลังของรถ ทุกคนต่างตกใจตื่นรีบหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกคิดว่าเกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายรถบัสของเรา แต่ก็ไม่เห็นคู่กรณี  จากนั้นโชเฟอร์ก็ชะลอรถและจอดข้างถนนแล้วลงไปสำรวจดูรอบรถ ก็พบว่ายางล้อหลังด้านซ้ายระเบิด 1 เส้นเป็นเส้นด้านนอก แต่โชคดียังเหลืออีกเส้น จึงยังพอวิ่งไปได้ จากนั้นโชเฟอร์จึงค่อย ๆ ขับประคองรถไปจนถึงที่หมายคือร้านอาหารมื้อค่ำในตัวเมืองปักกิ่ง

 ตะลุย'ปักกิ่ง-เทียนสิน'กับกรมชลประทาน ตอน2

              ทันทีที่รถจอดสนิท ทุกคนก็รีบลงจากรถโดยพลันแล้วมุ่งตรงสู่ร้านอาหารในทันที ขณะที่อาหารทุกเมนูได้ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว พร้อมรับประทาน ทุกคนก็ไม่รอช้าหยิบอาวุธตะเกียบและจานตักอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็ว ถือเป็นอีกมื้อที่ทุกคนต่างรับประทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย พร้อม ๆ กับความหวาดผวาที่ยังไม่ทันจางหาย  พร้อมคิดในใจนึกว่าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่ปักกิ่งเสียแล้ว!!!

                                                                                       ...........................................................................