ข่าว

หึ่งรัฐบาลเสียงข้างน้อย-ยุบสภา !

หึ่งรัฐบาลเสียงข้างน้อย-ยุบสภา !

22 ส.ค. 2552

สถานการณ์การเมืองกลับเข้าสู่บรรยากาศอึมครึม หาทิศทางสว่างไม่ได้อีกครั้ง หลังจากการหัก นายกฯ ซึ่งหน้าในที่ประชุม ก.ต.ช.

 ก.ต.ช.ที่เสียงส่วนใหญ่น่าจะเป็นฝ่าย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "คุม" ได้เบ็ดเสร็จ แต่กลับมีเหตุไม่คาดฝัน ที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ รมว.มหาดไทย เกิดแหกโผ ไม่ไว้หน้านายกรัฐมนตรี โหวตสวนไม่เลือก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ผู้ที่นายกฯ ใช้อำนาจเลือกให้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่

 ไม่ใช่แค่เพียง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หากแต่ยังรวมไปถึง นายวิชัย ศรีขวัญ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ที่เลือกเดินข้างนายชวรัตน์ ผู้เป็นนาย ที่ทำราวกับว่ามีอำนาจบริหารประเทศสูงสุดอยู่ในมือ

 นั่นทำให้บรรยากาศความเคลื่อนไหวในพรรคประชาธิปัตย์ถูกจับตามองในทันที เพราะนี่คือการหักกันซึ่งหน้า โดยพรรคร่วมรัฐบาลชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

 เวลาประมาณ 23.00 น. หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลับจากเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ภาคใต้ ได้เข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชั้น 3 ตึกควง อภัยวงศ์ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจกรณีที่เกิดขึ้น

 ประเด็นที่ นายสุเทพ ให้น้ำหนักก็คือ ต้องฟังความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่หนุนพรรคประชาธิปัตย์ด้วย หากพรรคยังคงเสนอ พล.ต.อ.ปทีป จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล !

 ตลอดค่ำคืนอันยาวนานหลังเหตุการณ์ไม่ปกติ ทำให้ใครต่อใครเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ จะต้องตัดสินใจในบางสิ่งบางอย่างเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและศักดิ์ศรีของนายกรัฐมนตรี

 "ยุบสภา" ซึ่งเป็นเพียงอำนาจเดียวของนายกรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าเพิ่งจะก้าวสู่เดือนที่ 8 ของการบริหารประเทศ

 แต่จะมีทางเลือกอื่นใดอีก ในเมื่อท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็น "ตัวแปร" ตั้งแต่แรกกลับใช้ความสำคัญตรงนั้น เหยียบบ่า ขี่คอพรรคประชาธิปัตย์

 กระแสข่าวยุบสภา "แรง" จนถึงขั้นที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งยกเลิกการประชุมสภาในเวลา 00.37 น. เพราะบรรดาผู้แทนถูกกระแสที่ว่า โหมกระหน่ำจนไม่เป็นอันประชุมกันแล้ว

 ในขณะที่อีกฟากนั้น นายสุเทพเดินทางไปหารือกับนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์ทั้งหมด

 กระทั่งเช้า เวลาประมาณ 06.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์เดินทางเข้าพบนายนิพนธ์ ที่บ้านพักซอยสุขุมวิท 53 เพื่อหารือถึงปัญหาการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ โดยใช้เวลาในการหารือร่วม ?1 ชั่วโมง
 
 นายอภิสิทธิ์ย้ำอีกครั้งว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.ขึ้น เพราะปักใจเชื่อว่าเหตุการณ์ถูกทุบรถที่พัทยาและเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดงบุกทุบรถที่กระทรวงมหาดไทยจนนายนิพนธ์เกือบเอาชีวิตไม่รอดนั้น เป็นความผิดพลาดของ พล.ต.อ.จุมพล ที่เป็นเพื่อนรักร่วมรุ่น ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

 ขณะที่นายนิพนธ์เห็นว่า การดัน พล.ต.อ.จุมพล จะเป็นการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลและไม่ต้องห่วงว่าจะไม่สามารถควบคุมตำรวจได้ เพราะนายสุเทพเป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่แล้ว

 นายอภิสิทธิ์ได้ย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ไม่ควรจะใช้วิธีการเช่นนี้ ควรจะให้เกียรติตน ในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะการแต่งตั้ง ผบ.ตร.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่นายชวรัตน์กลับโหวตสวนกับแนวทางของตน

 ก่อนที่จะเดินทางกลับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้กำชับให้นายนิพนธ์ติดต่อไปยังพรรคภูมิใจไทย เพื่อขอคำยืนยันอีกครั้งว่าจะเอาอย่างไรกับตำแหน่ง ผบ.ตร.หากไม่คล้อยตามแนวทางของตน ก็คงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ !

 กระทั่งเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์เดินทางมายังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือกับนายชวน โดยมีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมประชุมด้วย อาทิ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค นายนิพนธ์ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน ประธานวอร์รูมพรรค

 แน่นอนว่าที่ประชุมเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด มีการถามนายนิพนธ์ถึงเหตุผลที่สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล ซึ่งนายนิพนธ์ก็ยืนยันเหตุผลตามที่ได้แจ้งต่อนายอภิสิทธิ์

 แต่ที่ประชุมไม่ว่าจะเป็นนายชวน นายสุเทพ และแกนนำคนอื่นต่างหนุน พล.ต.อ.ปทีป โดยยืนยันว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องเสนอเข้าไปอีกครั้ง เพื่อยืนยันถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

 ที่สำคัญเป็นการยืนยันว่า อำนาจนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ได้อยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย ที่หากมีการแข็งขืนอีกครั้งก็ให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา เพราะไม่อาจรับได้กับการปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลกดดันการทำงานของนายกรัฐมนตรี

 มีการมอบหมายให้นายสุเทพและนายนิพนธ์ไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง ย้ำว่านายอภิสิทธิ์จะเสนอ พล.ต.อ.ปทีป ขึ้นเป็น ผบ.ตร. โดยอาจยอมแลกกับการปล่อยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ

 ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่พอใจการเดินหมากของนายสุเทพตั้งแต่แรก จนสุดท้ายอำนาจนายกรัฐมนตรีดูจะถูกพรรคร่วมฯ ตัวแปรอย่างภูมิใจไทย แอบดูดเอาไป

 แต่หากมองในแง่ของพรรคภูมิใจไทยนั้น ความพ่ายแพ้ที่สกลนครและศรีสะเกษ รวมทั้งกระแส ทักษิณ ชินวัตร ในภาคอีสานที่มีแต่เพิ่มขึ้นทุกขณะ ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" น้อยเต็มที

 การตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์และการถูกตราหน้าว่าเป็น "คนเนรคุณ" สำหรับพี่น้องชาวอีสานแล้วเป็นเรื่องที่อภัยให้ไม่ได้ ...และตรงนี้นี่เองที่บรรดากลุ่มระดับรองลงไปในพรรคภูมิใจไทย ต่างก็หาทางหนีทีไล่เอาไว้

 ประเมินแล้วเชื่อกันว่า หากรู้วัน-เวลายุบสภาชัดเจนเมื่อใด ภูมิใจไทยคงไม่พ้นเป็นพรรคต่ำสิบ

 บารมีเนวินนั้นไม่มีใครปฏิเสธ และเมื่อถูกตราหน้าด้วยคำว่า เนรคุณเหมือนเมื่อครั้งพรรคเพื่อไทยหาเสียงที่ จ.สกลนคร ก็เป็นเรื่องที่เหลือกำลังลากเหมือนกัน

 แต่ดูเหมือนว่า เหตุการณ์หักนายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้ทำให้ เนวิน สะทกสะท้านอะไรกับอำนาจนายกรัฐมนตรี ยังคงยืนกรานให้สื่อไปถามเรื่อง ตั้ง ผบ.ตร.กับนายสุเทพและนายนิพนธ์ สะพานที่เชื่อมระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์

 นั่นอาจเพราะได้รับความมั่นใจบางอย่าง ที่เสียงร่ำลือว่ามีการพบกันระหว่าง ทักษิณ กับ "ลูกน้องเก่า" ที่ดั้นด้นไปพบถึงดูไบ

 จะเพื่อลบล้างตราบาป "เนรคุณ" หรือไม่ ก็สุดจะเดา แต่ถ้ามองในแง่ของ ทักษิณ หากลูกน้องเก่าขอกลับรัง ในยามที่ต้องการกำลังอันเข้มแข็ง การปฏิเสธคือการกระทำที่น่าเขกกบาลมากที่สุด

 ตรงนี้กระมังที่ทำให้ "ภูมิใจไทย" กล้าชนกับพรรคแกนนำรัฐบาลซึ่งหน้า ยิ่งผนวกกับความขมขื่นกลืนเลือดมาตลอดการร่วมรัฐบาล เพราะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเป็น "ผู้ตั้งนายกฯ" หรือใช่แค่พรรคร่วมรัฐบาลธรรมดาๆ ก็ยิ่งฮึกเหิมมากขึ้น

 นั่นย่อมหมายถึงว่า เกมการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ก็จะยิ่งเข้มข้น และแรงจนน่าเชื่อว่า หากเดินไม่ไหว ไปไม่ถึง อภิสิทธิ์ น่าจะยังเหลือเพียง 2 ทางเลือก

 ไม่เป็น "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" ก็ต้อง "ยุบสภา"

 บัญชา แข็งขัน / สมถวิล เทพสวัสดิ์