"บิ๊กอ๊อด"มอบเงินกว่า3แสน ให้ตร.หัวหมากจับคนจุดพลุ
"บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมลูกหนังไทย มอบเงินรางวัลนำจับจำนวน 330,000 บาท แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถออกหมายจับแฟนบอล 11 รายที่จุดพลุแฟลร์
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจนครบาล หัวหมาก เพื่อมอบเงินรางวัลนำจับให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สามารถออกหมายจับ แฟนบอลจำนวน 11 รายที่ก่อเหตุจุดพลุแฟลร์ ในเกมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน หรือ "ซูซูกิคัพ 2016" รอบชิงชนะเลิศเลกสอง เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ระหว่าง ขุนพลนักเตะ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ที่เอาชนะ "อิเหนา" อินโดนีเซีย ไปได้ 2-0
โดยทางนายกสมาคมฯ ได้มอบเงินรางวัลทั้งหมด 330,000 บาท โดยแบ่งเป็นรายละ 30,000 บาท พร้อมกันนี้ยังเตรียมดูรูปคดีทั้งหมดก่อนที่ใส่ชื่อทั้งหมดลงในแบล็คลิสต์เพื่อห้ามเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลที่จัดขึ้นโดยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯทุกรายการ
วันนี้เดินทางมายัง สน.หัวหมาก เพื่อต้องการมาขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านที่ให้ความร่วมมือกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในการติดตาม, สืบสวนและจับกุม จนกระทั่งทราบว่า ผู้ก่อเหตุจุดพลุแฟลร์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่า เป็นใครบ้าง และก็สืบสวนจนกระทั่งออกหมายจับได้หลายราย เป็นเรื่องที่ผมเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็อยากขอบคุณและก็มอบสินน้ำใจ มอบสิ่งที่ผมเคยรับปากเอาไว้ ไม่ว่า ใครก็แล้วแต่สามารถชี้เบาะแสหรือนำไปซึ่งสิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมหรือออกหมายจับได้ ก็จะมอบรางวัลให้กับผู้ที่ชี้เบาะแสหรือดำเนินการในจุดนั้น รายละ 30,000 บาท ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ใช้ความสามารถจับกุม ออกหมายจับได้ก็มาทำในสิ่งที่เคยพูด พล.ต.อ. สมยศ กล่าวเริ่มต้นให้รับทราบ
ส่วนการออกหมายจับเวลานี้มีทั้งสิ้น 11 ราย ทั้งหมดเป็นเงิน 330,000 บาท ซึ่งทั้ง 11 คนนี้ ทางสมาคมฯ ก็จะขอดูรูปคดีทั้งหมดก่อน แต่สิ่งที่ผมตั้งใจไว้คือคนเหล่านี้ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์วงการกีฬาฟุตบอล เขาทำลงไปทั้งๆที่รู้ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลไทย หรือ ประเทศไทย นั้นใหญ่หลวงเกินกว่าความสนุกสนาน หรือความคึกคะนอง เขาทำไปทั้งๆที่รู้ เจตนาที่จะทำ โดยไม่คิดถึงผลกระทบต่อประเทศชาติก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก เพื่อให้เข็ดหลาบ ก็ไม่ควรมีที่ยืนในสังคมกีฬาฟุตบอลอีกต่อไป
นายกสมาคมลูกหนังไทย ยังเสริมในตอนท้ายอีกว่า ส่วนตัวไม่คิดว่า คนในวงการกีฬาฟุตบอลด้วยกันเองจะทำปัญหาให้กับวงการกีฬาฟุตบอลของประเทศ เราให้เกียรติกัน ให้เกียรติแฟนบอล กองเชียร์ จะอยู่ได้,เจริญได้ หรือ พัฒนาได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอและลกองเชียร์ แต่ถ้ากองเชียร์ส่วนใด ไม่เล่นอยู่กติกา ก็เหมือนเนื้อร้ายเราก็ต้องตัดทิ้งไป



