
"พระราชินี"รับสั่ง"หอศิลปวัฒนธรรมฯให้ความรู้มาก"
เสียง "ทรงพระเจริญ" จากพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่เสด็จฯ ไปทรงเปิดหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครและนิทรรศการบารมีแห่งแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนา
ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ดังกึกก้อง ทำเอาผู้ที่รอเฝ้ารับเสด็จภายในอาคารต่างขนลุกกับความจงรักภักดีของประชาชนที่มีต่อพระแม่ของแผ่นดิน
"ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เอกราช เอกลักษณ์ เอกศักดิ์ศรี เป็นคันฉ่องส่องความงามและความดี เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน ทรงเป็นศรีสำแดงแห่งศิลปะ ทรงศักดิ์แห่งอารยะกระจ่างหน ทรงเป็นขวัญหทัยคู่พระภูวดล ทรงเป็นมิ่งมงคลของแผ่นดิน ให้ประชาสืบสานชาญเชิงช่าง ให้รู้รักรู้สร้างทั้งศาสตร์ศิลป์ ให้ศิลปะเจียระไนพระธรณิน ให้ศิลปินเจียระไนหัวใจประชา พระมหากรุณาธิคุณทวี พระมหาบารมีศรีรักษา พระมหาชัยมงคลพระชนมา พระมหาราชินีทรงพระเจริญ" แต่งและอ่านโดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปรบพระหัตถ์พระราชทานพร้อมรอยแย้มพระสรวลให้แก่ผู้อ่าน ก่อนที่จะทูลเกล้าฯ ถวายบทกวีในเวลาต่อมา จากนั้น คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ได้อ่านบทกวี "ไหมแท้ที่แม่ทอ" ถวายเพื่อเทิดพระเกียรติในลำดับต่อมา
จากนั้นเสด็จฯ ไปยังแท่น ทรงกดปุ่มไฟฟ้า เปิดแพรคลุมป้ายชื่อและประติมากรรม "ช้างเอราวัณ" ก่อนเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการ "ภาพของพ่อ...บารมีแห่งแผ่นดิน" บริเวณชั้น 9 ซึ่งเป็นนิทรรศการศิลปะที่รวบรวมผลงานทัศนศิลป์พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หาชมได้ยากและมีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์ไทย จากศิลปินในสาขาทัศนศิลป์ จนถึงศิลปินร่วมสมัยภายใต้การถ่ายทอดทัศนะความงามในเชิงศิลปะและการตีความหมายในบริบทของสังคมและประวัติศาสตร์ศิลป์ ซึ่งมีผลงานกว่า 30 ชิ้นที่จัดแสดงผ่านมุมมองและเรื่องราวต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในภาพถ่าย ภาพเขียน ศิลปะการจัดวางและรูปปั้น โดยแต่ละผลงานสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับประชาชน
เมื่อเสด็จฯ ลงมายังชั้น 8 ได้ทอดพระเนตรนิทรรศการ "โขนพรหมาศ" ซึ่งเป็นนิทรรศการเต็มรูปแบบ โดยแบ่งเนื้อหาเช่น ประวัติความเป็นมาของโขน และนิทรรศการทางดนตรี ฉากจำลองท้องพระโรง ฉากโรงพิธี แบบสร้างฉาก เครื่องสูง พัสตราภรณ์ และหุ่นละครตัวเอก ถนิมพิมพาภรณ์ ศิราภรณ์ และหัวโขน พร้อมการสาธิตการสร้างหัวโขน นิทรรศการภาพถ่าย โรงปั้นช้าง และภาพลายเส้น ในระหว่างที่ทอดพระเนตรนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง มีพระราชกระแสรับสั่งให้จัดสร้างหัวโขนและชุดที่ใส่ประกอบการแสดงขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสชมศิลปะชั้นสูงของไทย และมีพระราชกระแสรับสั่งด้วยว่า "ตอนที่จัดแสดงไม่มีโอกาสได้ดู วันนี้ต้องดูอย่างใกล้ชิด และอยากให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าครั้งหน้าจะจัดแสดงโขนเรื่องอะไร และการมาครั้งนี้ได้ความรู้เยอะมาก"
ลำดับถัดมาได้เสด็จฯ ลงมายังชั้นที่ 1 เพื่อทอดพระเนตร "ช้างเอราวัณ" โดยมีพระราชกระแสรับสั่งกับ อ.ประเมษฐ์ บุณยะชัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า "ความจริงช้างเอราวัณต้องมี 33 เศียร แต่ได้ยินว่าถ้าสร้างออกมาครบ 33 เศียรแล้วไม่สวยจะใหญ่และหนักเกินไป จึงสร้างแค่ 3 เศียร ซึ่งก็สวยดี" จากนั้นจึงเสด็จฯ กลับ
หอศิลปวัฒนธรรมฯ นี้ นอกจากจะมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความรู้แล้ว ยังเพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งส่งเสริมเยาวชนไทยให้หันมาสนใจร่วมกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย และเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของเมืองด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.



