
ภัย...โจรสะพานลอยกับ200จุดล่อแหลม
ครั้งหนึ่งราว 10-8 ปีก่อนสังคมไทยตกอยู่ในความหวาดผวา จากการก่ออาชญากรรมบนสะพานลอย โจรขโมยลงมือลักวิ่งชิงปล้นในที่สาธารณะอย่างไม่เกรงกลัวตัวบทกฎหมาย จากที่หนึ่งลามไปสู่อีกที่หนึ่ง เหมือนเป็นพฤติกรรมเลียนแบบเช่นเดียวกับแก๊งปาหินในปัจจุบัน แล้วผู้คนในสังคมก
"กิ่งผกา มงคลศรี" วัย 25 ปี เพิ่งเป็นพยาบาล รพ.เกษมราษฎร์ บางแค ได้เพียง 2 ปีเศษ กระนั้นเธอก็เป็นเสาหลักของครอบครัว ด้วยนิสัยใจคออ่อนน้อมถ่อมตนและมีน้ำใจจึงเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงาน วันที่ 9 มิถุนายน 2546 เธอต้องไปเข้าเวรช่วงเที่ยงคืน จึงออกจากที่พักซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลไม่ไกลนักค่อนข้างดึกแล้ว คำนวณว่าเมื่อไปถึงก็ทำงานพอดี โดยใช้เส้นทางจากที่พักไปที่ทำงานอย่างที่เคยใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเธอจะต้องเดินข้ามสะพานลอยปากซอยเพชรเกษม 53 ข้ามถนนเพชรเกษมไปยัง รพ.เกษมราษฎร์
ระหว่างก้าวเดินไปตามทางเท้าก่อนจะขึ้นบันไดสะพานลอยขั้นแรก ทุกอิริยาบถของกิ่งผกาตกอยู่ในสายตาชายหนุ่มแปลกหน้า 3 คน โดยกิ่งผกาอาจจะไม่ทันได้คิดเอะใจอะไร ด้วยใช้สะพานลอยนี้เดินข้ามไปกลับมานานกว่า 2 ปี ส่วนใหญ่จะมีคนใช้สะพานลอยเป็นเสมือนเพื่อนร่วมทางอยู่ด้วยเสมอ ยกเว้นครั้งนี้ที่หากพยาบาลสาวจะเหลือบมองสักนิดอาจจะได้เห็นความผิดสังเกตทางสายตาที่จับจ้องมาอย่างคาดหมายบางสิ่ง ประกอบกับโชคไม่ดีที่คืนนั้นบนสะพานลอยแห่งนี้ปราศจากผู้คนเหมือนอย่างเคย
บนสะพานลอยยามนั้นมีเพียงกิ่งผกาที่เดินนำหน้าชายหนุ่ม 3 คน ที่พยักพเยิดส่งสัญญาณเดินตามไปห่างๆ และค่อยๆ ใกล้เข้าไปๆ เรื่อยๆ รอจนเหยื่อสาวเดินลงไปถึงจุดพัก 1 ใน 3 ชายหนุ่มก็ใช้ไม้ตีเข้าที่ศีรษะของกิ่งผกาอย่างแรง ร่างของหญิงสาวทรุดลงทั้งยืน เปิดโอกาสให้อีก 2 คนพุ่งตรงเข้าไปยื้อแย่งกระเป๋าถือและรื้อค้นสิ่งของมีค่า ระหว่างสติครึ่งมึนงงครึ่งหวาดกลัว กิ่งผกายังมีแรงพอจะต่อสู้ดิ้นรนและขัดขืน ปกป้องสิ่งของมีค่าด้วยสัญชาตญาณมากกว่าสมองจะสั่งการ แต่แรงอันน้อยนิดไม่อาจต้านทานแรงจากอมนุษย์ทั้งสามได้ แถมหนึ่งในนั้นยังจับศีรษะเธอกระแทกกับพื้นสะพานลอยคอนกรีตหลายครั้งอย่างไม่ยั้งมือ จนพยาบาลกิ่งผกาถึงกับแน่นิ่งไป
คนร้ายได้ทรัพย์สินเป็นสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ โทรศัพท์มือถือ บัตรเอทีเอ็ม และกระเป๋าสะพาย รวมมูลค่า 1.6 หมื่นบาทแล้วหลบหนีไป ปล่อยให้ร่างของหญิงสาวนอนแน่นิ่งอยู่กลางบันไดสะพานลอย โดยไม่หันกลับมาสนใจเลยด้วยซ้ำว่าเธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร จนกระทั่งมีคนมาพบและช่วยนำส่ง รพ.เกษมราษฎร์ บางแค ที่ที่เธอทำงานอยู่และที่ที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปก่อนประสบชะตากรรมอันโหดร้าย
กิ่งผกาบาดเจ็บสาหัสจากการถูกตีด้วยไม้และกระแทกกับพื้นคอนกรีตจนสมองไม่ทำงาน แพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่กระนั้นตลอดคืนแรกที่เข้ารับการรักษาก็ไม่ดีขึ้น แพทย์ได้แต่ปลอบให้ญาติพี่น้องทำใจ และเพียง 2 วันเธอก็จากไปท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติสนิทและเพื่อนร่วมงาน รวมถึงผู้คนในสังคมที่รับรู้ข่าวนี้ด้วยความสะเทือนใจไม่แพ้กัน
หลังเกิดเหตุยุคนั้น พ.ต.อ.บวร นันทะยาวงศ์ รอง ผบก.น.9 ได้เรียก พ.ต.อ.วรนิติ์ วีระพัฒน์ ผกก.สน.หลักสอง พ.ต.ท.ชัยรัตน์ เปี่ยมปรีดา สว.สส.และชุดสืบสวน สน.หลักสอง ท้องที่รับผิดชอบเข้าประชุมติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร่งด่วน โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มวัยรุ่นต้องสงสัยในละแวกใกล้เคียง เนื่องจากการสอบสวนพยานแวดล้อมให้การยืนยันว่า หนึ่งในคนร้ายคือนายไก่ หรือสุเทพ หรือมานะ สุขเปรมปรีดิ์ วัย 25 ปี ซึ่งมีหมายจับของ สน.เพชรเกษม 2 คดี ข้อหาชิงทรัพย์บนสะพานลอยและบนรถประจำทาง เมื่อเดือนเมษายน 2546 หรือก่อนจะมาก่อเหตุครั้งนี้เพียงเดือนเศษ
นายไก่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ประกอบสัมมาอาชีวะ ติดกาว เป็นที่ต้องการตัวของตำรวจ และจากการสืบสวนหลังเกิดเหตุฆาตกรรมกิ่งผกา นายไก่ได้หายตัวไปจากพื้นที่ เมื่อชุดสืบสวนนำรูปมาให้พยานดูก็สามารถชี้ตัวยืนยันได้อย่างถูกต้องแม่นยำ พนักงานสอบสวน สน.หลักสอง จึงขออนุมัติหมายจับและจากการติดตามไล่ล่าอย่างหนัก ไม่นานตำรวจก็สามารถจับกุมตัวนายไก่และเด็กหนุ่มอีกคนวัย 18 ปี ได้ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ โดยชุดสืบสวนเชื่อว่าทั้งสองกำลังพยายามจะก่อเหตุในลักษณะเดิมอีกครั้ง
วันที่ 27 สิงหาคม 2547 หรืออีก 1 ปีถัดมา ศาลได้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตนายไก่ แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงเหลือจำคุกตลอดชีวิต พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1.6 หมื่นบาทแก่ญาติผู้ตาย ปัจจุบันก็ยังชดใช้กรรมอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง
ทั้งนี้ จากสถิติที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้รวบรวมไว้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-13 กันยายน 2546 ซึ่งเป็นปีที่มีคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์บนสะพานลอยมากที่สุดครั้งหนึ่งในสังคมไทยพบว่า มีเกิดขึ้นทั้งสิ้น 27 คดี หรือเฉลี่ยเดือนละ 3 คดี สามารถจับกุมได้ 11 คดี มีผู้ต้องหา 36 คน และหลังจากคดีพยาบาลกิ่งผกาก็ยังคงเกิดเหตุขึ้นอีกหลายครั้ง ท่ามกลางการหามาตรการป้องกันและปราบปรามควบคู่กันไป กระทั่งคดีลักษณะนี้ค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคม รอเวลาหวนกลับคืนมา ยามใดเศรษฐกิจถดถอย โจรรากหญ้าเหล่านี้ก็มักจะออกมาก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนอีกทุกเมื่อเชื่อคราว
จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ปี 2546 พบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสะพานลอยทั้งสิ้น 853 แห่ง ปัญหาโจรสะพานลอยมักเกิดกับสะพานปิดทึบ และสะพานลอยที่ตั้งอยู่ในจุดเปลี่ยว มีแสงสว่างไม่เพียงพอ มีกิ่งไม้ใบบัง ป้ายโฆษณาหรือป้ายบอกทางของกรมทางหลวงบัง ซึ่งช่วยอำพรางการกระทำผิดจากสายตาคนทั่วไป เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นคนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นเหตุการณ์ และไม่สามารถช่วยเหลือได้ ที่สำคัญจากข้อมูลที่มีอยู่ช่วงนั้นเห็นได้ชัดว่า ตู้แดงของตำรวจไม่สามารถช่วยลดอาชญากรรมบนสะพานลอยได้
อย่างไรก็ตาม ในจำนวนสะพานลอยทั่วกรุงเทพฯ 853 แห่ง มีอยู่ 201 แห่งที่เป็นจุดล่อแหลม ส่วนเวลาอาชญากรรมที่เกิดบ่อยที่สุดคือ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน มาตรการป้องกันที่นำมาใช้ในยุคนั้น คือ การติดตั้งกล้องวงจรปิดบนสะพานลอย ติดไฟส่องสว่าง ห้ามปิดป้ายโฆษณาบนสะพานลอย ตลอดจนการติดตั้งกระจกเงาบานใหญ่ไว้หัว-ท้ายสะพาน สำหรับสังเกตความเคลื่อนไหวของคนที่เดินตามมาข้างหลัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทาง อุปกรณ์เหล่านี้ก็เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา บ้างก็ผุพังและไม่ได้รับความสนใจเหมือนเดิม
"เรียนรู้" เพื่อก่อคดี
พ.ต.อ.พรชัย สุธีรคุณ รอง ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ อธิบายถึงปรากฏการณ์โจรสะพานลอยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อ 8 ปีก่อนว่า เป็นการเรียนรู้ของอาชญากรผ่านการมองเห็นจากสื่อ คนร้ายจะเรียนรู้วิธีการต่างๆ เพื่อนำมาใช้ก่ออาชญากรรม ไม่ใช่การเลียนแบบ สมัยก่อนคนที่ถูกจับเข้าคุกได้ไปเรียนรู้วิธีการก่ออาชญากรรมจากเรือนจำ ถึงการทำอย่างไรให้ได้สิ่งที่ต้องการโดยง่าย ตอนนี้คนที่ก่ออาชญากรรมก็กำลังเรียนรู้จากสื่อที่นำเสนอ อย่างกรณีการขโมยทรัพย์สินมีค่าที่อยู่ในรถที่วู้ดดี้พิธีกรชื่อดังเคยออกมาบอกว่า ใช้วิธีเอาไฟลนกระจกแล้วทุบกระจก สัญญาณกันขโมยจะไม่ดัง หรือรถที่มีจีพีอาร์เอสก็จะหักจีพีอาร์เอสออก หรือการสวมหมวกกันน็อกป้องกันการจับภาพจากกล้องซีซีทีวี ก็เป็นการเรียนรู้ของคนที่ก่ออาชญากรรม ส่วนการเลียนแบบมักจะเป็นการทำไปเพื่อความคึกคะนอง เช่น กรณีแก๊งปาหิน เป็นต้น
"โจรบนสะพานลอยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากเขาเรียนรู้ว่าการทำด้วยวิธีการแบบนี้จะทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยง่าย โดยผ่านสื่อที่นำเสนอ ทั้งนี้สื่อต้องช่วยคัดเลือกบางฉากที่สาธิต ทำแผนการก่ออาชญากรรม อาจจะช่วยลดช่องทางการเรียนรู้ได้" พ.ต.อ.พรชัย กล่าว



