ข่าว

มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ร้องปราบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ร้องปราบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

22 ส.ค. 2552

สืบเนื่องจากการที่ คณะรัฐมนตรี มีมติให้ความเห็นชอบต่อ “ยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ” และ “แผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ที่เสนอโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) รองประธานคณะกรรมการนโยบายด้านการป้อ

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงาน ก.พ. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ แต่ไม่มีความเห็นจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง

 เครือข่ายภาคประชาสังคมมีความกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาฯ และแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามฯ ดังกล่าว มีหลายส่วนขัดแย้งกับหลักการของ “ยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย” ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 (มติ คสช.ครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551)

 อีกทั้งเนื่องจากยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาฯ และแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามฯ มีเนื้อหาที่เป็นการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มข้นขึ้นเกินไปกว่าความตกลงขององค์การการค้าโลก ที่นอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจ (เช่น ไม่มีมาตรการการควบคุมราคายา หรือรับรองการเข้าถึง) และไม่ช่วยหนุนเสริมการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงแล้ว ยังกลับบั่นทอนการพัฒนาของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กให้ขาดโอกาสมากยิ่งขึ้น

 นอกจากนี้ ยังเป็นอุปสรรคกีดกันการเข้าถึงปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมไทย เช่น ยา สื่อการเรียนการสอน เทคโนโลยี ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีเนื้อหาใดที่กล่าวถึงการคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพที่เป็นสมบัติของประเทศ ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเข้าถึงยาและการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนไทย

 เท่าที่ผ่านมา ระบบทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงยาของประชาชนไทยอยู่แล้ว การกำหนดยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาฯ และการวางแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามฯ เช่นนี้ เท่ากับเป็นการทวีปัญหาในเรื่องสุขภาพของประชาชนไทยให้รุนแรงมากขึ้น

 ตัวอย่างมาตรการที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ฯ และแผนฯ เช่น การแก้ไขพระราชบัญญัติต่างๆ (พ.ร.บ.สิทธิบัตร, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ.เครื่องหมายทางการค้า) ให้มีข้อบังคับเกินกว่าความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การเร่งรัดลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา การให้อำนาจแก่กรมศุลกากรในการยึดสินค้าผ่านแดนได้ และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้การละเมิดทรัพย์สินเป็นคดีอาญา เป็นต้น

 เครือข่ายภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า ยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาฯ และแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามฯ มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องในการเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับสหรัฐ และข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปกับอาเซียน และที่สำคัญคือตรงกับข้อเรียกร้องของผู้แทนการค้าแห่งสหรัฐ ที่ยื่นไว้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการพิจารณาถอดถอนประเทศไทยออกจาก “ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ”

 ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวถือเป็นการกระทำเกินกว่ามาตรฐานของความตกลงทริปส์ทั้งสิ้น และไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศไทยโดยรวมอย่างแท้จริง แต่กลับเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐและงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนคนไทยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจยาข้ามชาติอย่างชัดเจน

 เครือข่ายภาคประชาสังคม จึงขอใช้สิทธิตามมาตรา 11 ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติเพื่อขอให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจัดให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาฯ และแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการใดๆ ต่อไป

 ทั้งนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมขอสิทธิร่วมในกระบวนการทบทวนครั้งนี้ด้วย เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยและผู้บริโภคชาวไทย สมดังเจตนารมณ์ของรัฐบาล


นายนิมิตร์ เทียนอุดม
ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์