ข่าว

 ศาลหมายจับ 11 คนจุดพลุแฟลร์

ศาลหมายจับ 11 คนจุดพลุแฟลร์

22 ธ.ค. 2559

 ศาลออกหมายจับแกนนำกลุ่มอัลต้าไทยแลนด์ 3 คน และคนจุดพลุอีก 8 ราย รวม 11 คน ขณะที่ผู้ที่ถูกหมายเรียกเข้าพบตร.1 ราย ยันมาร่วมเชียร์นักฟุตบอลไม่เกี่ยวเหตุป่วน

           ความคืบหน้าการติดตามตัวกลุ่มกองเชียร์ที่จุดพลุแฟลร์ในการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซุกิคัพ 2016 ระหว่าง ทีมชาติไทย กับ อินโดนีเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ล่าสุดผู้จำหน่ายพลุแฟลร์ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ และศาลได้อนุมัติหมายจับบุคคลในภาพถ่ายขณะเกิดเหตุวุ่นวายจำนวน 11 ราย               

          วันที่ 22 ธ.ค. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เปิดเผยว่า ในวันนี้ นายวรพล เสริมสกุล ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้จำหน่ายพลุแฟร์ให้กับบรรดาแฟนบอลทั่วไปผ่านทางสื่อออนไลน์ ได้เดินทางมาจากจังหวัดลำปาง และเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ในฐานะพยานรายหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก  โดยพนักงานสอบสวนสามารถออกหมายได้แล้วหลายราย แต่ขอไม่เปิดเผยในรายละเอียด 

         พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของงานสอบสวน เข้าใจว่าอยู่ระหว่างการเอาคำร้องไปยื่นขอให้ศาลออกหมายจับ แต่จะออกหมายจับใครบ้างขออนุญาตยังไม่เปิดเผยเพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวน วันนี้ก็ได้เชิญตัวผู้ขายพลุแฟลร์ออนไลน์ซึ่งอยู่ที่จ.ลำปาง มาพบพนักงานสอบสวน ในเบื้องต้นเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้จำหน่ายพลุดังกล่าวทางออนไลน์ให้กลุ่มที่มาจุดในราชมังคลากีฬาสถาน ทั้งนี้ก็อยู่ระหว่างดำเนินการว่าจะดำเนินการในส่วนนี้อย่างไรซึ่งต้องขอเวลาก่อน

         “ส่วนตัวแกนนำยังไม่มาพบพนักงานสอบสวน ก็ขอฝากไว้ด้วยว่าโทษทางอาญาก็คงไม่เท่าไหร่ แต่โทษทางสังคมคงจะรุนแรง อย่างไรก็ตามก็ขอให้พวกที่เกี่ยวข้องมาพบพนักงานสอบสวนในวันพรุ่งนี้ (23 ธ.ค.) เราจะออกหมายเรียกมาอีก 14 ราย ที่อยู่กลุ่มจัดพลุก็ขอให้มาพบเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนด้วยความสนิทใจว่า มีที่มาที่ไปอย่างไรและจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ให้คลี่คลาย และรักษาภาพลักษณ์ของบ้านเราต่อไป คือทุกคนที่มาปรากฏตามภาพไม่ได้ทำผิดทุกคน บางคนไปเชียร์ก็ไม่ได้จุด ไม่ได้ทำอะไรกระทบต่อภาพลักษณ์และความผิดทางอาญา เราก็ต้องแยกกัน และยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกคน ในส่วนของตัวแกนนำนั้นยังไม่ขอเปิดเผยว่าจะออกหมายเรียก หรือจะออกหมายจับเลยหรือไม่” พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นวันเดียวกันพนักงานสอบสวน ได้เดินทางไปขอหมายจับจากศาลอาญารัชดา ตามภาพถ่ายบุคคล ขณะที่จุดพลุแฟลร์อยู่ในสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน หลังขอความร่วมมือให้บุคคลตามภาพดังกล่าวเข้ามาพบพนักงานสอบสวน แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อขอเข้ามาพบพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด โดยการขอหมายจับครั้งนี้เป็นการขอหมายจับบุคคลตามภาพถ่ายจำนวน 11 ราย เป็นคนจุดพลุ 8 ราย แกนนำกลุ่ม 3 ราย ในฐานความผิดข้อหานำเข้ามาผลิตและมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาขัดขวางข่มเหงเจ้าพนักงานไม่ให้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่ศาลจะอนุมัติหมายจับในเวลาต่อมา 

           ด้านพ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์  ผกก.สน.หัวหมาก เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกนายประพจน์ ปานโพธิ์ทอง อายุ 38 ปี ซึ่งมีพยานระบุว่าเป็นแกนนำกลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์ มาให้ปากคำในฐานะพยานภายในเวลา 17.00 น. แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับประสานว่าจะเข้าให้ปากคำเมื่อใด 

          "หากยังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ ก็จะมีการพิจารณาดำเนินการขั้นตอนต่อไป โดยอาจพิจารณาออกหมายเรียกอีกครั้ง ขณะที่คดีนี้สอบปากคำพยานไปแล้วเกือบ 10 ปาก โดยยังไม่มีการแจ้งข้อหากับบุคคลใด ส่วนชาย 2 คนที่มาให้ปากคำวานนี้เป็นเพียงพยานที่มาให้การว่า ไปร่วมเชียร์ฟุตบอลในสนามเท่านั้น ยังไม่พบมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่จุดพลุแฟลร์แต่อย่างใด"  ผกก.สน.หัวหมากกล่าว

        ก่อนหน้านี้ มีพยานเดินทางมาให้ข้อมูลอีก 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ และคำให้การของพยานเรียบร้อยแล้วโดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่พยานคนดังกล่าวให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินกลับว่า “มาให้การในฐานะพยานและไม่รู้ใครเป็นใคร ทุกคนปิดหน้าปิดตากันหมด โดยมาร่วมเชียร์เท่านั้น แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนจุดพลุและไม่ได้เป็นคนจุดแต่อย่างใด”  

            ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบก.พฐก.) เปิดเผยถึงการตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝงคดีจุดพลุแฟลร์  ว่า พนักงานสอบสวนเพิ่งส่งตัวอย่างที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุกว่า 90 ชิ้น มายังกองพิสูจน์หลักฐาน  ซึ่งจะต้องมีกระบวนการ ขั้นตอนในการตรวจหาว่า มีลายนิ้วมือปรากฏบนหลักฐานหรือไม่ ขณะที่หลักฐานบางชิ้นถูกไฟไหม้ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจหา ตรวจพิสูจน์ รวมถึงจะต้องทำการเทียบเคียงลายนิ้วมือประวัติอาชญากร หรือแม้กระทั่งตรวจเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัยในคดี ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ โดยคาดว่า 2-3 วัน น่าจะมีความชัดเจนและทราบผลได้