ข่าว

ตั้งโรงผลิตชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงชุมชนแห่งแรก

ตั้งโรงผลิตชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงชุมชนแห่งแรก

21 ธ.ค. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

           อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผย กรมฯ เลือก ศพก. อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ติดตั้ง โรงผลิตขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงระดับชุมชนแห่งแรก หวัง เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน ถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกรอื่น ผลิตขยายใช้เอง พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

           นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชคือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ได้แก่ รา แบคทีเรีย ไวรัสและไส้เดือนฝอย เป็นกลุ่มเชื้อที่มีศักยภาพในการกำจัดศัตรูพืชได้ดี นำมาใช้เป็นสารทดแทนสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลือดอุ่น พืช และสภาพแวดล้อม โดยชีวภัณฑ์กลุ่มนี้สามารถนำมาเพิ่มปริมาณได้จำนวนมากในอาหารชนิดต่าง ๆ ตามกระบวนการเพาะเลี้ยง ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาเป็นเทคโนโลยีการผลิตขยายให้ได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการนำไปใช้พ่นกำจัดศัตรูพืชในแปลงเพาะปลูกได้อย่างคุ้มทุน กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานวิจัยพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชหลายชนิด ได้แก่ ราเขียว เมตาไรเซียมควบคุมด้วงแรด ราบิวเวอเรียควบคุมเพลี้ยแป้ง แบคทีเรียบีทีควบคุมหนอนผีเสื้อ ไวรัสเอ็นพีวีควบคุมหนอนกระทู้ผักกระทู้หอม ไส้เดือนฝอยควบคุมแมลง และแบคทีเรียบีเอสควบคุมโรคเหี่ยว สารชีวภัณฑ์ดังกล่าวนี้ได้ผ่านการทดสอบศักยภาพในระดับห้องปฏิบัติการ โรงเรือนและทดสอบประสิทธิภาพในแปลงร่วมกับเกษตรกรเพื่อเกิดการยอมรับ ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เกิดเป็นองค์ความรู้ที่พร้อมถ่ายทอดในเชิงวิชาการและส่งต่อภาคเอกชนนำไปต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนชีวภัณฑ์บางชนิดได้เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่าย / จ่ายแจก สู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

         อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อไปว่า ชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด ได้แก่ หนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนคืบ ด้วงหมัดผักและด้วงเต่าแตง รวมทั้งการใช้กำจัดด้วงทำลายใบกุหลาบและใบมะนาว หนอนแมลงนูนหลวงและปลวกทำลายรากมันสำปะหลัง สามารถนำไปใช้ทดแทนสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภคและสภาพแวดล้อม โดยกรมวิชาการเกษตรมีความพร้อม ในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตขยายไส้เดือนฝอยอย่างง่าย ระดับเกษตรกรทำใช้เอง รวมทั้งได้พัฒนาวิธีการเพาะขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยในโรงผลิตขยายระดับชุมชน ซึ่งจะช่วยลดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์อื่น ๆ ที่ฟุ้งกระจายในอากาศหรืออาจติดมากับแมลงหวี่ แมลงวัน ในขณะบ่มเพาะด้วยวิธีการรมฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในสภาพพื้นที่ปิดได้ง่าย รวมทั้งลดกลิ่นของอาหารเพาะเลี้ยงในขณะบ่มเพาะ โดยได้ประดิษฐ์ในรูปแบบ โรงผลิตขยายขนาดเล็กโครงสร้างน๊อกดาวส์ที่มีความสะดวกในการขนย้ายและประกอบติดตั้งได้ง่าย มีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร รวมพื้นที่ใช้สอย 6 ตารางเมตร โดยเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรง ทนทานใช้งานได้นานกว่า 10 ปี

            อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวสรุปว่า กรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาคัดเลือกให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ (ศพก. เครือข่าย แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักบ้านโนนสวรรค์) เป็นพื้นที่ติดตั้ง “โรงผลิตขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงระดับชุมชน” แห่งแรก ทั้งนี้ จะช่วยให้การเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยแบบทำใช้เองประสบผลสำเร็จดีขึ้นในระดับชุมชนเกษตรกรรม เนื่องจาก มีวัสดุ อุปกรณ์การเพาะขยายไส้เดือนฝอยที่พร้อมใช้ได้ทันที เพื่อให้เกษตรกรที่อยู่ในชุมชนใช้ร่วมกันได้ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ อุปกรณ์ โดยมีกระบวนการเพาะเลี้ยงแบบง่าย ๆ ด้วยชุดผลิตไส้เดือนฝอยแบบพร้อมใช้ ซึ่งประกอบด้วยวัสดุ อุปกรณ์ที่มีราคาถูกใช้งานง่าย มีขั้นตอนการเตรียมไม่ยุ่งยาก สามารถผลิตไส้เดือนฝอยในโรงผลิตได้จำนวนมาก เพียงพอต่อการใช้พ่นเพื่อกำจัดแมลงครอบคลุมพื้นที่ปลูก 30 ไร่ มีค่าใช้จ่ายในการเพาะขยายไม่เกิน 100 บาท / ไร่ และผลิตขยายได้อย่างต่อเนื่อง เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะเลี้ยงด้วยตนเองเพื่อให้มีชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชตลอดฤดูกาลปลูก ซึ่งเป็นการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนเกษตรกรสามารถนำไปถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกรอื่น ๆ ได้ เพื่อขยายผลการใช้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยกรมวิชาการเกษตรมีแผนที่จะจัดสร้างโรงผลิตขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงระดับชุมชนนี้ อีก 30 โรง และภายในปี 2560 จะขยายให้ครอบคลุม ศพก.จำนวน 882 ศูนย์ทั่วประเทศ