ข่าว

รวบ“หมอสุพัฒน์”หนีโทษประหารซุกพม่า

รวบ“หมอสุพัฒน์”หนีโทษประหารซุกพม่า

20 ธ.ค. 2559

สะกดรอยคนใกล้ชิดอดีตนายแพทย์คนดังโรงพยาบาลตำรวจหนีคดี ซ่อนตัวแนวชายแดน ประสานพม่าจับกุมส่งกลับไทย


               รายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วงสายของวันนี้ (20 ธ.ค.) ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดเพชรบุรี รายงานผลการสืบสวนคลี่คลายคดีตามลำดับชั้นโดยแจ้งว่า ชุดสืบสวนได้ติดตามสะกดรอยบุคคลใกล้ชิดของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตอายุรแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ ที่หลบหนีคำพิพากษาประหารชีวิตของศาลจังหวัดเพชรบุรี โดยชุดสืบสวนสะกดรอยไปถึง อ.แม่สอด จ.ตาก พบว่าคนใกล้ชิดใช้ช่องทางธรรมชาติข้ามไปยังแนวชายแดนประเทศพม่า เพื่อพบกับ “หมอสุพัฒน์”

               รายงานข่าวระบุว่า หลังจากที่ชุดสืบสวนพบตัว “หมอสุพัฒน์” และทราบจุดที่พักอาศัย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น ซึ่งหลังจากที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้รับรายงาน จึงประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางประเทศพม่า เพื่อให้ช่วยควบคุมตัว “หมอสุพัฒน์” ซึ่งระยะเวลาไม่นานเจ้าหน้าที่ทางการประเทศพม่าก็สามารถควบคุมตัวได้ ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ อยู่ระหว่างประสานงานเพื่อขอตัวกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

               สำหรับคดีของ “หมอสุพัฒน์” ศาลจังหวัดเพชรบุรี นัดอ่านคำพิพากษาที่อัยการเป็นโจทก์ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตอายุรแพทย์ รพ.ตำรวจ จำเลยที่ 1 นายอัคร เลาหะวัฒนะ จำเลยที่ 2 และนายเอก เลาหะวัฒนะ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรชาย พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ฐานความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันฝัง ปิดบังซ่อนเร้นศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตายและกระทำการใดๆ แก่ศพ ก่อนมีการชันสูตรพลิกศพเพื่อการอำพรางคดี

               โดยคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555 นายสว่าง นุ่มจุ้ย เจ้าของไร่สับปะรดใน จ.เพชรบุรี และ น.ส.วิมล บุตรสาว ได้ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ว่า พบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีเทา ของนายสามารถ นุ่มจุ้ย กับ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ลูกชายและลูกสะใภ้ที่หายไปพร้อมรถยนต์กระบะดังกล่าวนานกว่า 3 ปี จอดอยู่ที่บ้านร้างของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ที่ จ.นนทบุรี

               ต่อมามีการสืบสวนขยายผลตรวจค้นบ้านพักในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ที่บ้านท่ามะริด ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พบโครงกระดูกมนุษย์ 3 ราย ถูกฝังอยู่ โดยหนึ่งในนั้นมีร่องรอยกระสุนปืนที่กะโหลกศีรษะ เมื่อตรวจพิสูจน์ทางดีเอ็นเอแล้วพบว่า เป็นโครงกระดูกของนายอีต้า แรงงานชาวพม่าที่สูญหายไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดตามตัวและจับกุมตัว พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา 3 คดี คือ ค้ามนุษย์ ลักทรัพย์ และฆ่าผู้อื่นโดยปิดบังอำพรางศพ โดย พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ได้ขอประกันตัวสู้คดี ต่อมาวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลเพชรบุรีนัดพิจารณาคดีฆ่าผู้อื่น แต่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ไม่ได้มาศาล ทั้งยังไม่ได้ให้ตัวแทนมาแสดงเหตุผลต่อศาลว่าผิดนัดด้วยเหตุใด ศาลจึงออกหมายจับ และให้ยึดหลักทรัพย์ประกันขอปล่อยตัวชั่วคราวจำนวน 3 ล้านบาท และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งของโจทก์และจำเลย รวมทั้งพยานคือ นายสรพงษ์ หรือ กะลา และนายโย่ง ชาวพม่า คนงานในไร่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ให้การตรงกันว่า เหตุการณ์ฆาตกรรมนายอีต้า เกิดเมื่อประมาณเดือน ก.พ. 2547 เนื่องจาก พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ไม่พอใจที่นายอีต้าสนิทสนมกันนางวิลสา จันทรบัญชร ภรรยาคนที่ 3 ของตนเอง จึงให้นายกะลาจับนายอีต้าไปไว้ในไร่แล้วใช้อาวุธปืนจ่อยิงก่อนขุดหลุมฝัง โดยมีนายเอกร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ส่วนนายโย่งหลบหนีมาได้ ทั้งนี้ ศาลพิจารณาว่าคำให้การของนายกะลาและนายโย่งสอดคล้องกัน

               นอกจากนี้ผลการตรวจสอบนิติวิทยาศาสตร์พบว่า กะโหลกที่ขุดพบในจุดที่นายกะลาชี้ว่าฝังศพนายอีต้า มีรอยกระสุนปืนและพบเศษชิ้นส่วนกระสุนปืน เมื่อนำกะโหลกไปตรวจสอบดีเอ็นเอเทียบกับบิดาและลูกชายนายอีต้าพบว่าตรงกัน จึงยืนยันว่าเป็นกะโหลกของนายอีต้าที่ถูกฆาตกรรมโดยการยิงที่ศีรษะตรงกับคำให้การนายกะลา

               ศาลจึงพิพากษาให้ประหารชีวิต พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ และนายเอก เลาหะวัฒนะ บุตรชายข้อหาร่วมกันฆ่าแรงงานชาวพม่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันฝัง ปิดบัง ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตายและการกระทำใดๆ แก่ศพก่อนมีการชันสูตรพลิกศพเพื่อการอำพรางคดี ส่วนนายอัคร เลาหะวัฒนะ บุตรชายอีกคนที่ร่วมก่อคดี ขณะเกิดเหตุอายุ 19 ปีเศษยังไม่บรรลุนิติภาวะ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง พิพากษาลงโทษจำคุก 25 ปี 3 เดือน