ข่าว

บิ๊กบังบอกรธน.ไม่ดีแก้ได้ไม่พูดนิรโทษกรรมเนวินยันช่วยชาติสงบ

บิ๊กบังบอกรธน.ไม่ดีแก้ได้ไม่พูดนิรโทษกรรมเนวินยันช่วยชาติสงบ

21 ส.ค. 2552

"บิ๊กบัง"ปัดพูดถึงกม.นิรโทษกรรม เชื่อรัฐธรรมนูญหากไม่ดีก็แก้ได้ แต่ถ้ายังดีก็ใช้ไปก่อน “เนวิน” เชื่อออกกม.นิรโทษกรรม จะทำให้ชาติสงบ เผยงงที่มีคนออกมาค้านความคิดนี้ ชี้ทีถวายฎีกากลับมีคนออกมาหนุน ด้าน “จาตุรนต์” ได้ทีเสนอต่อยอดให้ย้อนไปถึงก่อนรัฐประหาร และ

 (21ส.ค.)พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองว่า ต้องให้เป็นไปตามหลักการและขั้นตอน โดยต้องแล้วแต่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณา หากสภาผ่านร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง อีกทั้งส่วนตัวไม่มีความเห็นต่อเรื่องนี้ ส่วนจะใช้แนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเหมาะสมกว่าหรือไม่นั้น แนวทางการสมานฉันท์ต้องอยู่ที่จิตสำนึกของประชาชน แต่หากแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจเป็นไปได้ ซึ่งต้องดูผลของการศึกษาก่อน

 “ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะถึงเวลาควรที่จะแก้ไขหรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญคือแบบและระเบียบของสังคม เมื่อใช้แล้วดีหรือไม่ดี ก็มีโอกาสแก้ไขได้โดยธรรมชาติ ซึ่งต้องประเมินการใช้ไปอีกสักระยะ ถ้าใช้รัฐธรรมนูญไปแล้วมีจุดบกพร่องก็ต้องแก้ไข ถ้ามันยังดีก็คงต้องบังคับใช้ต่อไป” พล.อ.สนธิ กล่าว

 พล.อ.สนธิ กล่าวถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลอาจมีการยุบสภาว่า เป็นเรื่องของรัฐบาล เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการอ้างว่าการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 เป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตร เพื่อทำลายประเทศไทย พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เป็นการพูดที่ปลายเหตุมากกว่าพูดที่ต้นเหตุ เมื่อถามว่า มีกระแสว่าจะมีการยึดอำนาจรัฐประหารอีกครั้งโดยส่วนตัวเห็นด้วยหรือไม่ พล.อ.สนธิ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์

เนวินเชื่อออกกม.นิรโทษกรรมจะทำให้ชาติสงบ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “ทางออกประเทศไทยกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ รองประธานกรรมการฯ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. สรรหา นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายนิกร จำนง อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานกรรมการฯ

 โดยนายดิเรก กล่าวว่า การทำงานของกรรมการฯนั้น มีคู่กรณีและคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่ในนั้น เพราะหากเอาคนนอกมาคิดกันเองและมาส่งให้ปฏิบัติ คงเป็นไปได้ยาก พร้อมทั้งยืนยันว่าการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่การซื้อเวลา โดยมีข้อเสนอว่าการจะสมานฉันท์ได้สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ รัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์ ที่อาศัยหลักนิติธรรมนิติรัฐ มีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องไม่ใช่สองมาตรฐาน

 นายดิเรก กล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกือบทุกคนเห็นตรงกัน คือ มาตรา 237 เพราะหากเอาหลักความเป็นธรรมเข้าไปจับ จะเห็นว่ามาตรานี้ไม่เป็นธรรม คนไม่ทำความผิดต้องถูกลงโทษไปด้วย และการยุบพรรคก็ไม่ถูกต้อง เพราะการปกครองระบอบประชาธิปไตย สถาบันการเมืองที่สำคัญคือพรรคการเมือง ต้องส่งเสริมให้เข้มแข็ง และนำมาซึ่งการได้มาอำนาจบริหารประเทศ แต่พรรคการเมืองกลับถูกยุบแล้วยุบอีก ถือว่าไม่สร้างความเข้มแข็งให้ประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามในข้อเสนอของกก.สมานฉันท์ก็ได้ระบุให้ตั้ง สสร. 3 ขึ้นมาด้วย

 ด้านนายนิพนธ์ กล่าวว่า วิกฤตที่เกิดขึ้น การเมืองเปลี่ยนไปการต่อสู้เข้มข้นขึ้น แม้แต่ในสภาก็ไม่เคยเกิดความรุนแรงเช่นนี้ และนำไปสู่ความแตกแยกในบ้านเมือง เราไม่เคยมีการแบ่งสีแบ่งขั้วมาก่อน ดังนั้นรัฐสภาน่าจะเข้ามามีส่วนแก้ไข หากเราคิดปฏิรูปการเมือง เบื้องต้นต้องปฏิรูปตัวนักการเมือง โดย ส.ส.ต้องรู้หน้าที่ รู้ความรับผิดชอบ รู้สิทธิต่างๆและเป็นตัวแทนประชาชน มาตรฐานความประพฤติ ต้องเหนือว่าประชาชนทั่วไป

 นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นบางคนชอบบางคนไม่ชอบ แต่หากดูแล้ว ปัญหาการบังคับใช้แทบไม่มี ส่วนที่เป็นปัญหา คือ มีผู้ถูกลงโทษ หากเราถ้าเคารพจริง ปัญหาจะไม่เกิด เพราะอย่างกติกาเราก็รู้ล่วงหน้าก่อนที่จะลงเลือกตั้ง มีคนบอกว่าหากยังคงมาตรา 237 ไว้อีกหน่อยก็จะส่ง นอมินีมาแทน คนที่ทำแบบนี้ ส่อเจตนาจะทำผิดแต่เบื้องต้นเลยไม่กล้ามาทำเอง

 ขณะที่ นายเนวิน กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบห้าหกปี ที่ตนขึ้นมาแสดงความเห็นทางการบ้านการเมืองอย่างเป็นทางการ และการนี่เป็นความเห็นส่วนตัวของตนไม่เกี่ยวข้องกับใคร ข้อเสนอของกรรมการสมานฉันท์ โดยเฉพาะเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ ในความเป็นจริงกว่าที่เราจะพูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เราก็เสียหายอย่างหนักมาต่อเนื่องเกือบสามปี นับแต่ได้ประกาศใช้ แต่ก็ยัง ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่มีคนเริ่มยอมรับว่ามีปัญหาและต้องแก้ ถึงแม้จะช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่ยอมรับ

 นายเนวิน กล่าวต่อว่า การหาทางออกให้การเมืองมีความซับซ้อนมากมาย และจากการที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกับดักทางการเมือง ส่งผลต่อการบริหารประเทศ และทำให้ภาคการเมืองอ่อนแอ และข้อเสนอของกก.สมานฉันท์ ยังไม่ใช่ทางออกของประชาชนอย่างสำเร็จรูป เพราะไม่มีหลักประกันว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นและประเทศไทยจะพ้นวิกฤต หากเราไม่สามารถทำให้คนในชาติมีเอกภาพทางความคิด และจริงใจต่อกัน ทางออกของประเทศ สิ่งเดียวที่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ คือ ต้องจบเรื่องเก่าที่ผ่านมาให้ได้เสียก่อน เพราะความจริงคือยิ่งนานวัน ก็หาทางออกยากขึ้น ต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายมี พฤติกรรมที่แสดงอออกถึงความไม่ต้องการสมานฉันท์ แต่ต้องการเอาชนะ วันนี้มีคนที่ต้องตกเป็นผู้รับกรรมจากความขัดแย้งในสังคมมีมากมาย ทุกฝ่ายมีข้อเรียกร้องของตน และทำบนความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าทำถูก และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม คนที่มาเคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจต้องตกเป็นผู้รับกรรมเป็นผู้ต้องหา ทั้งฝ่ายที่เห็นต่าง และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ต้องรับกรรม การทำเพื่อหาทางออกต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ หรือเซ็ตซีโร่ การนิรโทษกรรม เป็นหัวใจหลักที่ต้องเริ่ม หากเราไม่สามารถจบเรื่องเก่าก็ไม่มีทางที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ เพราะเราต้องยอมรับว่า ต่างคนต่างมองแง่มุมที่ต่างกัน และเมื่อนิรโทษกรรมแล้วค่อยแก้รัฐธรมนูญ

 “การนิรโทษกรรมเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยสไตล์ คือ อโหสิให้แก่กัน วันนี้มีคนตกเป็นผู้ต้องหามากมาย ต่างฝ่ายก็ไม่ลดราวาศอก หากไม่เอาฟืนออกจากกองไฟ โดยเอาคนบริสุทธิ์ออกมาก่อน ปัญหาก็จะลุกลาม แต่พอมีแนวคิดนี้ก็มีเสียงคัดค้าน ผมก็ประหลาดใจว่าในขณะที่มีความพยายามนิรโทษกรรมให้คนที่เคลื่อไหวโดยบริสุทธิกลับถูกคัดค้าน แต่การเรียกร้องให้อภัยโทษคนคนเดียวกับมีความสนับสนุน ” นายเนวินกล่าว

 นายเนวิน กล่าวต่อว่า ตนยืนยันว่าเราต้องจบเรื่องเก่าให้ได้ให้เร็วที่สุด ต้องเริ่มให้ได้ ถ้าเราไม่ส่งสัญญาณว่าทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้าคุย การแก้ปัญหาก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนี้ทุกคนเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็กลับมีคำว่า “แต่” ทุกคน เราลองเอาสักเรื่องที่ไม่มีคำว่าแต่ได้ไหม การเอาฟืนออกจากกองไฟเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด

 นายเนวิน กล่าวว่า มีคำถามว่าที่ตนระบุว่าจบเรื่องเก่า หมายถึงการตรวจสอบของศาลด้วยไหม ขอบอกว่าไม่เกี่ยว เรานิรโทษกรรมให้เฉพาะคนที่มาร่วมชุมนุม ไม่เกี่ยวกับกรนิรโทษกรรมทางการเมือง ไม่มีความจำเป็นต้องนิรโทษให้นักการเมืองในภาวะที่บ้านเมืองมีความขัดแย้ง คนเราอยู่ในสังคมต้องลืมเรื่องเก่า ไม่งั้นบ้านเมืองลำบาก ตนเป็นคนทำใจได้ วันนี้ตนก็มามานั่งด้านหน้าพล.อ.สนธิ ทั้งๆที่ท่านพาตนไปนอนที่อื่น 10 วัน 11 คืน

 ส่วนนายจาตุรนต์ กล่าวว่า ความคิดของนายเนวินที่ว่ากลับไปเริ่มต้นกันใหม่ ก็เป็นความคิดที่น่าสนใจ แต่ปัญหาคือจะไปเริ่มตรงไหน หรือขั้นตอนไหนดี เพราะวันนี้อีนุงตุงนังไปหมด ถ้าเป็นด้ายก็เป็นขยุ้ม ไม่รู้จะสาวไปตรงไหน จะย้อนเลยทีเดียวไม่ได้ หากย้อนได้ต้องย้อนไปก่อน 19 ก.ย. แบบนี้เอาไหม กลับไปอยู่จุดนั้น แล้วให้มีเลือกตั้งการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ แต่ในความจริงคงเป็นไปไม่ได้

 นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ถ้าบอกว่าเริ่มใหม่ล้างเรื่องเก่าก็ต้องมาดูว่าล้างได้จริงหรือ และเริ่มต้นสมานฉันท์ได้จริงไหม หากบอกนิรโทษคนชุมนุมทางการเมือง แล้วจะเกิดอะไร แล้วหากวันรุ่งขึ้นจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็จะมีคนส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย และคงออกมาชุมนุม การชุมนุมยึดทำเนียบได้ไหม เมื่อยึดได้อีก ก็นิรโทษกรรมได้อีก ก็จะชุมนุมแบบนั้นทำผิดกฎหมายแบบนั้นไม่เลิกจะทำอย่างไร ปัญหาคือมีคนที่มีความคิดต่างกันแต่ไม่มีวิธีที่ทำให้อยู่ร่วมกันโดยไม่แตกแยก หรือใช้อำนาจนอกเหนือมาแก้อย่างการรัฐประหาร

 นายจาตุรนต์ กล่าวต่ออีกว่า ปัญหาใหญ่จากการรัฐประหารไม่ใช่ถอยก้าวเดียวแล้วเดินหน้าประชาธิปไตยไปมากๆ เหมือนที่พูด แต่การรัฐประหารที่ผ่านมาเป็นการดึงประเทศสู่เผด็จการแล้วแทนที่จะเดินหน้ากลับมีการวางระบบโดยรธน. และนอก รธน. ให้ประทศไม่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น รธน.และอำนาจนอก รธน. ร่วมกันทำลายกระบวนการยุติธรรม และความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรงที่สุดไม่เคยมีมาก่อน ระบบยุติธรรมพึ่งไม่ได้และ กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งเบื้องต้นเหตุและจะมีไปเรื่อยๆ

 นายจาตุรนต์ ยังกล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้ได้ล้มรัฐบาลและนายกฯไปสองคน โดยไม่มีหลักการของนิติธรรม คนไปทำครัวบอกขัดแย้งผลประโยชน์ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม คนๆเดียวทำผิด กกตให้ใบแดง พรรคถูกยุบโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แบบนี้ทั่วโลกไม่มีใครยอมรับ ทั้งยังตั้งคนเป็นปฏิปักษ์มาดำเนินคดีมีอำนาจเหนืออัยการฟ้องเองได้อยากสอบใครก็สอบ สุดท้ายก็ไม่เห็นด้วยและแตกแยกกัน

 นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า การที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของการเลือกตั้งของการบริหาร และจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ผู้คนในสังคมยอมรับกันได้ แต่ต้องแก้กติกาให้การเลือกตั้งน่าเชื่อถือ เลิกการยุบพรคคง่ายๆโดยแค่ความเชื่อว่าคนนี้ทำผิดโดยไม่มีหลักฐานมันใช้ไม่ได้ และต้องลดอำนาจ กกต. โดยเฉพาะการให้ใบแดงต้องเลิก ต้องให้สรรหากกต.ใหม่ตามรธน.ปัจุบัน คนที่เป็นอยู่ต้องออกไปหมดไม่ใช่ใช้อำนาจอย่างนี้ เพราะพล.อ.สนธิตั้งท่านมา แต่เมื่อยังเปลี่ยนไม่ได้ก็ต้องลดอำนาจท่าน เสร็จแล้วค่อยมาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

 นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้มีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลนี้ปกครองประเทศ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาต้องเลือกตั้งและแก้รัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นธรรม โดยจะทำสองอย่างพร้อมๆกันก็ได้คือ แก้ในประเด็นที่เร่งมากๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวเลือกตั้ง แก้เพื่อได้รัฐบาลที่ประชาชนยอมรับ และแก้มาตรา 291 เพื่อให้มี สสร. ด้วย และให้ สสร..มาจากการเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็เลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ประชาชนลงมติอีกครั้ง การทำเช่นนี้จะเป็นการลดปัญหาความเห็นไม่ตรงกัน ตนเห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อนเลือกตั้ง

 “ ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมใครหรือไม่ รวมถึงพวกผมด้วย ไม่ต้องนิรโทษฯวันนี้พรุ่งนี้ เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง อย่าเพิ่งมาแตะต้องประเด็นพวกผม รอให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากประชาชนเป็นคนตัดสิน แต่ถ้าเราไม่รีบจะไม่ได้แก้ ยกตัวอย่างวันจันทร์ที่ผ่านมาที่มีการถวายฎีกา ถ้ารัฐบาลสร้างสถานการณ์ขึ้นอีกหน่อยแล้วทหารก็เข้ามายึดอำนาจ แล้วบอกเพื่อป้องกันความรุนแรง วันนี้เราอยู่แบบเส้นยาแดงผ่าแปดไม่รู้จะยึดเมื่อไหร่ รัฐบาลเสียศูนย์ ตั้ง ผบ.ตร.ไม่ได้ ตอนนี้เสียสภาพการนำจะอยู่ได้กี่วัน นายกฯต้องกล้า ประกาศแก้รธน.จึงจะได้รับเสียงสนับสนุน คนที่ค้ำๆอยู่เขาก็จะจำเป็นต้องหนุน ถ้าไม่ทำอย่างนั้นท่านก็อยู่ไม่ได้ และ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญคนไทยจะฆ่ากันเอง เมื่อรุนแรงแล้วอาจจะรัฐประหารอีก อย่าไปรอถึงตอนนั้น แต่ถ้ายังดื้อชิงไหวชิงพริบสังคมไทยจะก้าวไปสู่ความรุนแรงและเสียหายยับเยิน ” นายจาตุรนต์กล่าว

 ด้านนายคำนูณ กล่าวว่า วันนี้เราลืมแล้ว่า เม.ย. เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง ตนเห็นด้วยกับบเรื่องความเป็นธรรม ความสมัคคีและทำเพื่อชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่ไม่เห็นด้วยที่ กก.สมานฉันท์บอกให้ถอยคนละก้าว เพราะถ้าจะถอยต้องถอยอย่างเป็นธรรม ความเป็นธรรมไม่มีความสามัคคีเกิดในชาติไม่ได้

 นายคำนูณ ยังกล่าวโจมตีรายงานของกก.สมานฉันท์ ว่า ในบทนำมีการบอกว่ารธน.40 เป็นประชาธิปไตยที่สุด และรัฐบาลที่มาจากนั้น เป็นรัฐบาลที่มั่นคงก้าวหน้า การรัฐประหารเป็นการหยุดชะงักพัฒนาการ แต่เราต้องพูดสองด้าน การรัฐประหารตนไม่เห็นด้วย คนทำก็ไม่อยากทำ ไม่ใช่นึกอยากก็ทำ แต่มันต้องมีเหตุก่อนรัฐประหาร แถลงการณ์ของคปค.ฉบับหนึ่งมันมีเหตุอยู่จริง นายเสน่ห์ จามริก อีตประธาน กก. สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า รัฐประหารไม่ใช่ถอยหลัง เพราะบ้านเมืองก่อนหน้านั้นถอยหลังมามากแล้ว มีการครอบงำองค์กรอิสระ วุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ชัยชนะการเลือกตั้งก็มีคำถามถึงการใช้เงิน การทุจริตเชิงนโยบาย การได้พรรคเสียงข้างมากชนิดเปิดอภิปรายนายกฯไม่ได้ ก็เกิดจากการควบรวมพรรค เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ผู้เลือกตั้ง เหตุการณ์ก่อนรัฐประหารมีจริงแต่ไม่พูดถึง คนไม่พูดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น

 นายนิกร กล่าวว่า ความขัดแย้งใน สังคมไทยไม่เคยเกิดจากข้างล่างแต่เกิดจากชนชั้นนำเสมอ เกิดจากฝ่ายการเมือง ความขัดแย้งเริ่มลุกลามสู่สถาบันที่เราเคารพและจบลงที่การยึดอำนาจ ความขัดแย้งตอนนี้ใช้ประชาชนเป็นกำลังในการต่อสู้ เป็นกองกำลังไม่ติดอาวุธที่ใช้ในการปะทะ และยังดำเนินอยู่ มีความเสียหายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การสร้างความสมานฉันท์ เป็นนามธรรมใช้เวลานาน เช่นเดียวกับการปฏิรูปการเมือง แต่รูปธรรมคือการแก้รัฐธรรมนูญ วันนี้รัฐธรรมนูญเหมือนลิ่ม ตอกลงในความขัดแย้ง สังคมกำลังแยกออก รัฐธรรมนูญกำลังเป็น สมรภูมิการเมือง

 ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทางออกของประเทศไทยจะหาอย่างไร ปัญหาคือรัฐธรรมนูญและตุลาการภิวัฒน์ ตน ไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญไหนที่สร้างความขัดแย้งให้คนในชาติมากเท่าฉบับนี้ รัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ร่างบนพื้นฐานเดียวกับฉบับนี้ก็ย่อมสร้างความแตกแยกแน่นอน เพราะฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด โดยเขียนไว้ในมาตรา 309 แต่อีกฝ่ายแม้ไม่ได้ทำผิดก็อาจจะผิด มันจะไม่แตกแยกได้อย่างไร ขนาดมีเจตนาว่าจะไม่ทำผิดยังเอาตัวแทบไม่รอด ยิ่งปล่อยไว้นานก็เกิดความขัดแย้งมากขึ้น จุดจบอยู่ตรงไหนจะรอให้สิ้นชาติหรือไง นักการมืองบางคนก็ผสมโรง ระวังจะไม่มีเวทีให้ยืน

 นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาคือความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ ทางออกก็ต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ ตนในฐานะกรรมการสมานฉันท์ แก้ไปก็ไม่สมานฉันท์ แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งในนั้นก็เห็นด้วย เพราะไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ ถ้าจะให้ดีก็ แก้มาตรา 291 ตั้ง สสร. สาม ให้เวลาทำงาน สองปี ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ที่สุดเป็นของประชาชนแล้วมานับหนึ่งกันใหม่ก่อนสิ้นชาติ ประเด็นคือจะยอมกันหรือเปล่า ทางออกมีทางเดียวคือแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย อย่ามาเล่นแง่กันเลย และต้องแก้บนพื้นฐานเงื่อนไขเจรจา ถึงเวลาที่เราต้องลดละเลิกทิฐิ แล้วหันหน้ากัน ปัญหาที่เกิดขึ้นสุดท้ายบทจบ ไม่มีใครชนะแพ้แน่นอน