ข่าว

คิดจะลดภาษีต้องถี่ถ้วน

คิดจะลดภาษีต้องถี่ถ้วน

19 ธ.ค. 2559

คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 

        สองสัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาแสวงหาสิทธิประโยชน์เพื่อลดหย่อนภาษีของมนุษย์เงินเดือนอย่างแท้จริง รายการลดหย่อนภาษีถูกลิสต์ไว้ยาวเหยียดเท่าที่สรรพากรจะเปิดช่องให้ทำได้ ซึ่งปีนี้ หลายคนอาจจะต้องเตรียมเอกสารมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะมีรายการลดหย่อนขั้นพื้นฐาน อาทิ ค่าลดหย่อนของตัวเองและของลูก เบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยผ่อนบ้าน ค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และเงินบริจาคแล้ว

        ปีนี้ยังมี “รายการพิเศษ” ให้หักลดหย่อนเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายกินข้าวนอกบ้านช่วงสงกรานต์ ค่าที่พักโรงแรมเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศ ค่าซื้อสินค้าโอท็อปช่วงเดือนสิงหาคม และล่าสุดคือ มาตรการช็อปปิ้งช่วยชาติ ที่สามารถนำค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ระหว่าง 14-31 ธันวาคม มาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 1.5 หมื่นบาท

        ใครจะใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีรายการไหน ลองตรวจสอบเงื่อนไขและรายละเอียดให้ครบถ้วน จะได้ไม่มีปัญหากับผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษีฉบับเต็มให้ รวมทั้งจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเวลายื่นแบบแสดงรายการกับสรรพากร เพราะประสบการณ์ตรงเมื่อปีที่แล้ว คือ ต้องไปยืนฟังพนักงานโรงแรมชี้แจงให้ลูกค้าฟังว่า ไม่สามารถออกใบกำกับภาษีค่าที่พักให้ได้ เนื่องจากลูกค้าไม่ได้จองตรงกับโรงแรม แต่เป็นการจองผ่านเอเยนซีซึ่งมีส่วนลดพิเศษ โรงแรมจึงออกใบกำกับภาษีให้ไม่ได้

        รวมทั้งมาตรการช็อปปิ้งช่วยชาติ ที่มีรายการสินค้าและบริการที่นำมาลดหย่อนได้ และลดหย่อนไม่ได้ ดังนั้น หากคิดจะลดภาษีด้วยสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ผู้เสียภาษีต้องถี่ถ้วน และควรจะเช็กให้ชัวร์ก่อนเป็นดีที่สุด

        กรณีที่ไม่ถี่ถ้วนหรือไม่ได้เช็กให้ดีเสียก่อน หากเป็นรายการลดหย่อนที่เป็นมาตรการระยะสั้น หรือรายการที่ไม่ได้มีผลระยะยาว อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบให้เดือดร้อนเสียหายมากมาย แต่หากเป็นรายการที่เป็นภาระต่อเนื่องยาวนานนั้น แล้วผู้เสียภาษีไม่ถี่ถ้วน ไม่รอบคอบ ก็จะสร้างปัญหาในระยะยาวได้แบบน่าปวดหัวเลยทีเดียว โดยเฉพาะสองรายการที่พันผูกในระยะยาว นั่นคือ “เบี้ยประกันชีวิต” ที่ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดปีละ 1 แสนบาท และ “ค่าซื้อหน่วยลงทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ” ที่ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท

        เพราะทั้งประกันชีวิตและกองทุนแอลทีเอฟ-อาร์เอ็มเอฟ มีเงื่อนไขลงทุนระยะยาว ที่เมื่อผู้เสียภาษี “เริ่มต้น” ไปแล้ว ด้วยคิดเฉพาะหน้าเอาแต่ว่า เพื่อสำหรับลดหย่อนภาษี โดยลืมคิดว่า เบี้ยประกันชีวิตนั้นต้องจ่ายต่อเนื่องทุกปี เป็นเวลา 10-15 ปี ขณะที่กองทุนแอลทีเอฟ แม้จะไม่ต้องซื้อต่อเนื่อง แต่เมื่อซื้อไปแล้ว 1 ครั้ง เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนั้น เงินก้อนที่ลงทุนไปแล้วจะต้องติดล็อกไปอีก 7 ปีปฏิทิน (ถ้าจะเอาออกมาก่อนกำหนด ก็ต้องเสียค่าปรับวุ่นวาย) รวมถึงกองทุนอาร์เอ็มเอฟ ที่ต้องลงทุนต่อเนื่อง โดยสิทธิลงทุนได้แบบปีเว้นปี และเมื่อลงทุนแล้ว กว่าจะขายเอาเงินออกมาได้ ผู้ซื้อต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป และมีการลงทุนต่อเนื่อง 5 ปี

        อย่าไปคิดแค่ตื้นๆ ว่า จะรับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะเราจะมีภาระในระยะยาว

        มีข้อมูลที่น่าสนใจจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่เปิดเผยว่า การขายประกันภัย โดยเฉพาะประกันชีวิต มียอดขายผ่านธนาคารเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559 มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมผ่านช่องทางธนาคารทั้งสิ้น 123,418 ล้านบาท คิดเป็น 45.36% ของการขายประกันชีวิตรวมทุกช่องทาง และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.7% ซึ่งจริงๆ นับเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ซื้อประกันมีช่องทางหลากหลายขึ้น สะดวกสบายขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อมีการซื้อขายกรมธรรม์ประกันชีวิตในธนาคาร กลับกลายเป็นผู้ซื้อประกัน "เข้าใจผิด" คิดว่านี่คือการฝากเงิน !!

        ล่าสุด คปภ.ต้องจับเข่าคุยกันกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการซื้อประกันผ่านธนาคาร โดยในส่วนของสมาคมธนาคารไทยจะดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงคุณภาพการขาย โดยจะมีการแยกพื้นที่การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยออกจากเคาน์เตอร์รับฝากเงิน และมีป้ายบอกอย่างชัดเจน รวมถึงการใช้กระบวนการในการกำกับและตรวจสอบคุณภาพการขายประกันภัยของธนาคาร ทั้งกระบวนการก่อน ระหว่างและหลังการขาย ซึ่งจะมีการนำเอาวิธีการสุ่มตรวจมาใช้ อีกทั้งจะมีการจัดทำคู่มือประกอบการขาย และจัดอบรมความรู้เพื่อสร้างมาตรฐานการขายที่เป็นสากล สามารถยึดปฏิบัติได้เหมือนกันทุกธนาคาร

        ในส่วนของ คปภ.ได้จัดทำข้อแนะนำ 12 ประการ แก่ประชาชนในการซื้อประกันภัยผ่านธนาคารเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายประกันภัย โดยสรุปออกเป็น 3 ช่วง

        ช่วงก่อนซื้อ ผู้ซื้อต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการซื้อประกันชีวิต ไม่ใช่การฝากเงินกับธนาคาร และมีสิทธิเลือกซื้อประกันภัยด้วยความสมัครใจ สามารถปฏิเสธได้หากไม่เป็นไปตามความต้องการ ซึ่งธนาคารเองก็ไม่อาจใช้การทำประกันภัยเป็นเงื่อนไขต่อรองในการให้สินเชื่อหรือธุรกรรมอื่นได้ และที่สำคัญต้องขอดูใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันภัยของพนักงานธนาคารก่อนซื้อทุกครั้ง

        ช่วงระหว่างซื้อ ผู้ซื้อควรเลือกแบบประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองตรงกับความต้องการมากที่สุด และควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อยกเว้นของกรมธรรม์นั้นๆ หากไม่เข้าใจ ต้องสอบถามจากผู้ขายให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ อีกทั้งยังควรประมาณการรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้สามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยได้ครบตลอดระยะเวลาของสัญญาประกันภัย และควรกรอกใบคำขอเอาประกันภัยด้วยตนเองตามความเป็นจริง

        ช่วงหลังซื้อ ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยเข้าบัญชีบริษัทประกันภัยเท่านั้น และจะต้องได้รับเอกสารการรับชำระเงินจากธนาคาร พร้อมเก็บไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ควรตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยว่าถูกต้องและเป็นไปตามการเสนอขายหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่เสนอขาย สามารถยกเลิกได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย กรณีเกิดข้อสงสัยหรือข้อผิดพลาดในกรมธรรม์ ให้ติดต่อผู้ขายหรือบริษัทประกันภัยโดยเร็ว

        เพิ่มเติมให้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า ต้องไม่รีบร้อนตัดสินใจ อย่าเผลอไผลไปกับการเสนอขายแบบรวบรัดตัดความ หรือแค่มีเงื่อนไขว่า “เอาไว้ช่วยประหยัดภาษี” ถ้าสนใจจริงๆ ให้ฟังการนำเสนอของผู้เสนอขายอย่างละเอียด สงสัยตรงไหนให้ถาม จากนั้นขอเอกสารกลับมาอ่านอีกครั้ง ถ้าไม่แน่ใจ ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จนแน่ใจแล้ว ค่อยตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ ก็ยังไม่สาย