แผนไม่ล้ม!!จับ'ธัมมชโย'รอจังหวะเหมาะ
ผบ.ตร.หวั่นรุนแรงบานปลาย จี้ พศ.ปฏิรูปสงฆ์ได้แล้ว ชี้ขอหมายค้นรอบใหม่ ดีเอสไอต้องแจงเหตุผลทิ้งหมายค้นแรก
19 ธ.ค. 59 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามจับกุม พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาคดีรับของโจรและร่วมกันยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ชะลอแผนการจับกุม เพราะมีการดำเนินคดีอื่นๆ อยู่ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ตัดสินใจเข้าค้นวัดพระธรรมกายเท่านั้น
ผบ.ตร. กล่าวว่า การจับกุมผู้ต้องหาสำคัญต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบ ต้องคำนึงหลายอย่างเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย หรือเลวร้ายลงกว่าเดิม เพราะจะส่งผลเสียกับประเทศชาติ เจ้าหน้าที่คิดหลายมุมหลายมิติ ยืนยันว่ากระบวนการของรัฐไม่ได้ล้มเหลว ถ้าตัดสินใจบุกแล้วสถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม ก็จะเกิดความเสียหาย
“สมมติว่า เจ้าหน้าที่เข้าไปโดยไม่มีอาวุธ แล้วมีเสียงระเบิด เสียงปืนดังขึ้นจะทำอย่างไร คงต้องเกิดความโกลาหลอย่างแน่นอน แต่เป็นห่วงประชาชน ซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ยืนยันเจ้าหน้าที่ไม่ได้กลัว แม้ผู้สื่อข่าวยังเข้าไปในวัดไม่ได้เลย” ผบ.ตร.ชี้แจง
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการขอหมายค้นวัดพระธรรมกายรอบใหม่ว่าทุกฝ่ายกำลังพิจารณาอยู่ และยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ดำเนินการกับพระธัมมชโย ถ้าพระธัมมชโยมอบตัวคนเดียวก็จบ ซึ่งง่ายกว่าที่จะต้องนำกฎหมายพิเศษมาใช้ ส่วนการดำเนินการกับนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่ยังไม่มารับทราบข้อกล่าวหายุยงปลุกปั่นนั้นเป็นเรื่องของนายองอาจ ตำรวจก็จะดำเนินการตามกฎหมาย จากข้อมูลคาดว่านายองอาจ ยังอยู่ในประเทศ ส่วนจะอยู่กับพระธัมมชโยหรือไม่นั้นก็แล้วแต่
“จริงๆ แล้ว สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ควรจะเอากรณีแบบนี้ไปปฏิรูปด้วย ก็ปล่อยให้มีอย่างนี้ ตนก็พูดได้เท่านี้ องค์กรอื่นเขาปฏิรูปกันหมดแล้ว ไม่ได้พูดพาดพิงถึงใคร ต้องฝากไว้ด้วยว่าต้องปฏิรูป พ.ร.บ.สงฆ์” ผบ.ตร.กล่าวทิ้งท้าย แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ในส่วนของพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ได้พิจารณาขอหมายค้นวัดเพิ่มเติม ต้องรอดูว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะพิจารณาขอหมายค้นอีกรอบหรือไม่ ส่วนกรณีที่ดีเอสไอไม่ได้เข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายตามหมายศาลในห้วงวันที่ 13 - 16 ธันวาคม ที่ผ่านมานั้น ตามหลักการแล้ว ดีเอสไอต้องแถลงชี้แจงเหตุผลต่อศาล ส่วนการติดป้ายประกาศห้ามเคลื่อนย้ายของกลาง 17 จุด รอบวัดพระธรรมกายนั้น ขณะนี้ถือว่าครบถ้วนแล้ว ส่วนจะดำเนินการเพิ่มเติม และแจ้งข้อกล่าวหาอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นพิจารณา เช่นเดียวกับการตัดน้ำตัดไฟภายในวัดพระธรรมกาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เข้าข่ายความผิดหรือไม่
ส่วนการทำหนังสือขอให้ส่งตัวพระธัมมชโย และนายองอาจ นั้น แหล่งข่าวระบุว่า มีขั้นตอนตามกฎหมายอยู่แล้ว และจากการตรวจสอบขณะนี้ ยังไม่ได้รับการประสานจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า นายองอาจเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ และไม่ยืนยันมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
นอกจากนี้แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า ทาง กสทช. ตรวจพบการก่อสร้างเสาวิทยุภายในวัดพระธรรมกาย โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเข้าหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะสามารถดำเนินคดีได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน
ด้านความเคลื่อนไหวของวัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง ต.ปทุมธานี บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือท่าทีในการที่จะออกมาแถลงข่าวให้สื่อมวลชนรับทราบ แต่ก็ยังมีลูกศิษย์และประชาชนที่ศรัทธาเดินทางเขามาวัดเพื่อสวดมนต์และทำบุญ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าทางประตู 7 ซึ่งเป็นประตูหลักที่คนทั่วไปเข้า-ออกวัด ขณะที่ประตู 5 - 6 ก็เปิดให้เข้าได้เช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์และเจ้าหน้าที่ของวัดโดยตรงที่จะใช้ประตูนี้เข้า-ออก ส่วนเจ้าหน้าที่ รปภ.วัดพระธรรมกายการปฏิบัติหน้าที่ดูมีการผ่อนคลายมากขึ้น
ขณะที่ในโลกโซเชียลมีเดีย ได้มีการเผยแพร่ภาพล้อเลียนการดำเนินคดีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะมีการเผยแพร่ภาพป้ายประกาศยึดของกลางที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปติดไว้รอบกำแพงของวัดพระธรรมกาย โดยมีลักษณะทำพวงมาลัยและผ้าสามสีมาแขวนไว้ พร้อมทั้งมีกระดาษติดอยู่ที่บนกำแพงเขียนคำว่าห้ามยกกำแพงเล่น แต่เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังตรวจสอบป้ายดังกล่าวก็พบว่าไม่ได้เป็นไปตามภาพ คาดว่าเป็นภาพตัดต่อที่ถูกทำขึ้นมาล้อเลียนเท่านั้น
ทั้งนี้ บรรยากาศรอบๆ วัด ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจป้องกันเหตุแทรกซ้อนตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารร่วมอำนวยความสะดวกด้วยเช่นกัน ขณะที่ สภ.คลองหลวง ไม่มีอะไรคืบหน้าเกี่ยวกับการติดต่อขอมอบตัวจากนายองอาจ ซึ่งก็มีสื่อมวลชนคอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด



