ข่าว

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

19 ธ.ค. 2559

รวม 49 วัน มี 1,923,112 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลรวมเป็นเงิน 150,927,439 บาท

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 22.32 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 49,131 คน รวม 49 วัน มี 1,923,112 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน3,813,151.75 บาทรวม 49วัน เป็นเงินทั้งสิ้น150,927,439 บาท

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 19 ธันวาคม เป็นวันที่ห้าสิบของการเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมหาราชวัง มีเหล่าพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศมารอเข้าแถวเข้ากราบพระบรมศพฯ ตั้งแต่เช้ามืด ต่างเตรียมตัวแต่งกายชุดดำสุภาพเรียบร้อยเพื่อให้เหมาะสมกับการเข้าสักการะในหลวงรัชกาลที่ 9 และสามารถเข้าไปด้านในได้โดยไม่มีปัญหาติดขัด ซึ่งบริเวณด้านในท้องสนามหลวงก็มีการจุดยืมเปลี่ยนผ้าถุงของกรุงเทพมหานคร เปิดบริการแก่ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนใส่ชุดดำสุภาพตามปกติ

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

บัวนำ อุตเทพ

นางบัวนำ อุตเทพ อายุ 66 ปี อาชีพเกษตรกร ชาว ต.ช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ กล่าวภายหลังเข้ากราบบังคมพระบรมศพ ว่า ตนเหมาะรถตู้มาพร้อมกับเพื่อน ๆในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งออกเดินทางตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 18 ธ.ค. มาถึงท้องสนามหลวงเวลา 04.00 น. ดีใจมากที่ได้เดินทางมากราบพระองค์ท่านในวันนี้ เพราะหากไม่มีในหลวง ร.9 ชาวบ้านยากจนก็คงจะไม่มีกินมีใช้อย่างเช่นทุกวันนี้

“เมื่อปี 2529 เคยรับเสด็จในหลวง ร.9 ท่านเสด็จฯ ไปทรงเปิดเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระองค์ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นมีน้ำกินและน้ำใช้ทางการเกษตรและอยู่ดีกินดีขึ้น และยังช่วยให้น้ำไม่ท่วมบ้านอีกด้วย เพราะก่อนที่ยังไม่มีเขื่อนช่วงหน้าฝนน้ำจะท่วมขังทุกปี ถ้าไม่มีในหลวง ร.9 พวกเราก็ไม่ได้อยู่ดีกินดีเหมือนทุกวันนี้ พวกเราจึงเหมารถตู้มากราบพระองค์ท่าน เสียเงินค่ารถคนละ 1 พันบาทก็ไม่เสียดาย ขอให้ได้มากราบพระองค์ท่านที่ช่วยเหลือพวกเราให้มีน้ำกินน้ำใช้ก็มีความสุขแล้ว ” ป้าบัวนำ กล่าว

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

กำจิน ก้อนไพบูลย์

ขณะที่ลุงกำจิน ก้อนไพบูลย์ วัย 84 ปี เดินทางมาจากดอนเมืองด้วยรถไฟ มาลงสถานีหัวลำโพง และต่อรถมาพระบรมหาราชวังเป็นครั้งที่ 3 เผยว่า ในฐานะประชาชนที่ได้เกิดมาในรัชกาลที่ 9 ตั้งใจจะมากราบพระองค์ท่าน และรอส่งเสด็จจนถึงวันสุดท้าย ทุกวันนี้จึงพยายามดูแลตัวเอง อยู่กินอย่างพอดี รับประทานยาบำรุงให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งนี้เพื่อให้ได้อยู่กับลูกหลาน ใช้ชีวิตให้คุ้มเหมือนกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดูแลพระวรกายตัวเองให้ดูแลประชาชนได้นานๆ

“สมัยก่อนผมเป็นคนต่างจังหวัด ไม่มีโอกาสได้ร้บเสด็จ ไม่มีโทรทัศน์ แต่ติดตามข่าวสารของพระองค์ท่านจากทางวิทยุทุกวัน รับรู้มาตลอดว่าถ้าทรงเสด็จไปที่ไหน ที่นั้นก็มีแต่ความเจริญ ผมเก็บภาพปฏิทินของพระองค์ท่านไว้เยอะมาก แปะไว้เต็มกับแพงบ้าน หลายภาพจะเห็นว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อยู่บนดิน ทรงโปรดนั่งคุยกับพสกนิกรบนพื้นดิน ไม่เคยถือพระองค์ ไปในที่อันตรายทรงก็ไม่กลัวเลย ลุยไปทุกที่ ทำรู้ปัญหาของประชาชนที่แท้จริง กลายเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ สร้างความสุขให้คนไทยจนถึงทุกวันนี้ นับเป็นบุญของผมกับลูกหลานที่ได้เกิดมาอยู่เป็นประชาชนของพระองค์” ลุงกำจิน กล่าว

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

ยุพา ตากิ่มนอก

นางยุพา ตากิ่มนอก อายุ 74 ปี ชาวปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ครั้งนี้เดินทางมากราบสักการะพระบรมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ทุกครั้งจะขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองปกปักษ์รักษาให้ประเทศไทยร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน

“ตั้งแต่จำความได้พอรู้ความว่าประเทศไทยมีพระเจ้าแผ่นดิน ก็เห็นในหลวง รัชกาลที 9 ทรงงานมาตลอด ความคิดของพระองค์กว้างไกลมาก โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแต่ละโครงการล้วนดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ โครงการฝนหลวง และโครงการแก้มลิง ที่ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมสลับแล้งซ้ำซาก ให้ชาวนาและเกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรต่าง ๆ ไว้กินและขายสร้างรายได้จนพึ่งพาตัวเองและสามารถดูแลครอบครัวได้ภายใต้วิถีชีวิตแบบพอเพียง เช่นเดียวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงทุ่มพระวรกายทรงงานเพื่อให้ชาวไทยอยู่ดีกินดีเหมือนกัน สมกับที่ทรงเป็นคู่บุญบารมี ส่วนตัวเคยมีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งทรงเสด็จฯโดยรถไฟผ่านปากช่องแต่เห็นเพียงเดียวเท่านั้น นับเป็นความปลื้มปีติครั้งหนึ่งของชีวิต” นางยุพากล่าวน้ำตาคลอ

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

โดโรธี แวนเดอเวน(คนซ้าย)

นางโดโรธี แวนเดอเวน อายุ 70 ปีนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส ที่มาพักอาศัยใน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 6 เดือน และวันนี้ได้มีโอกาสเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมเพื่อนชาวไทยอีก 2 คน ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เผยว่า ได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาเยอะมาก อีกทั้งเห็นว่าพระองค์ยังทรงงานหนักเพื่อให้คนไทยคุณภาพชีวิตอยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น จึงรู้สึกตื่นเต้นกับการเข้ามาสักการะพระบรมศพครั้งนี้มาก

“ส่วนตัวรักและชอบเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเมืองไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ผู้คนเป็นมิตร อาหารอร่อย มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รัก และทำเพื่อประชาชนคนไทย ตอนที่ดิฉันเกิดมา ดิฉันเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศเหมือนกัน รวมทั้งราชวงศ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับราชวงศ์ไทย ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามีความผูกพันกับราชวงศ์ไทยไปด้วย เมื่อได้มีโอกาสมาสักการะพระบรมศพพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย จึงรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสใกล้ชิด พระองค์ท่าน” นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสกล่าว 

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

แสงเดือน หิรัญพงษ์และหลานสาว 

นางแสงเดือน หิรัญพงษ์ อายุ 49 ปี กล่าวว่า วันนี้ตนมาสักการะพระบรมศพกับครอบครัว โดยก่อนหน้านี้เคยมาคนเดียว 3 ครั้ง สิ่งที่ท่านทำให้ตนรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือตั้งแต่จำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด เมื่อตอนอายุ 8 ปี พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิด จึงได้มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จด้วย พ่อกับแม่ก็บอกให้ฟังว่าพระองค์เสด็จฯ มาทำอะไรบ้าง ตอนนั้นยังเด็กก็ไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้นก็ค่อยๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงว่าหลังจากที่พระองค์เสด็จฯ มา ชุมชนก็พัฒนาขึ้นมาก ทั้งการคมนาคมและระบบสาธารณูปโภค จากเมื่อก่อนมีสภาพทุรกันดาร ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้าใช้

“พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโบราณสถานที่ อ.เชียงแสน แล้วทรงมีรับสั่งให้บูรณะ จนขณะนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ที่สำคัญคือเมื่อก่อนบนยอดดอยในภาคเหนือจะมีการปลูกฝิ่นกันมากจนเรียกว่าเป็นพื้นที่สีแดง แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น โดยให้ปลูกพืชที่เป็นประโยชน์ทดแทนและสร้างรายได้ก็ทำให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นได้ กลายเป็นพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์ จากการติดตามพระราชกรณียกิจต่างๆ จะเห็นพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปในสถานที่ที่ทรงทำโครงการไว้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานเสมอ ครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้เฝ้าฯ รับเสด็จ คือที่ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา ในปี 2555 แม้ขณะนั้นพระองค์มีพระอาการประชวร แต่ยังเสด็จฯ มาเยี่ยมเยียนประชาชน ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก ทุกสิ่งที่พระองค์ทำได้ฝังอยู่ในใจดิฉันมาตลอด” นางแสงเดือนเล่าย้อนเรื่องราวที่ประทับใจ