ข่าว

ผ่าทางตันลดพื้นที่ทำนา

ผ่าทางตันลดพื้นที่ทำนา

19 ธ.ค. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

        ตามที่รัฐบาลให้ลดพื้นที่การทำนาปรังในพื้นที่ไม่เหมาะที่จะปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาข้าวล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ และเพื่อปัญหาความยากจนของชาวนาเนื่องจากบางพื้นที่มีผลผลิตต่ำไม่คุ้มกับต้นทุนนั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สรุปตัวเลขพื้นที่ไม่เหมาะในการทำนาจำนวน 5.7 หมื่นไร่ ซึ่งหลายฝ่ายต่างวิตกว่า นโยบายดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวนาที่ดำเนินมานายาวตั้งแต่บรรพบุรุษ

         ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพันธมิตรรวมทั้งหมด 11 องค์กร ได้จัดการประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2559 ว่าด้วย"การลดพื้นที่ทำนา : ผลกระทบและทางออก” ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อ1. เพื่อเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาแนวทางในการลดผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว และแสวงหาความร่วมมือในการกําหนดทิศทางและสร้างยุทธศาสตร์ในการปรับความสมดุลย์โครงสร้างของภาคการผลิตข้าว ที่อันจะนําไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจข้าวและชาวนาไทยให้แข่งขันได้

         พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายรัฐในการลดพื้นที่นา"ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวกว่า 2 หมื่นสายพันธุ์มี มีชาวนาที่มีวัฒนธรรมผูกพันกับการปลูกมานานถึงกว่า 3.7ล้านครัวเรือน ทำให้ไทยมีศักยภาพมากพอที่จะตอบโจทย์การบริโภคข้าวของคนทั้งโลก การส่งออกข้าวของไทยจึงกลับมาเป็นที่ 1 อีกครั้งและสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 2 แสนล้านบาท

         "ตอนนี้จีน และอินเดียว เป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก แต่บริโภคภายในประเทศ ของเราส่งออก 50 % คู่ที่ผลิตข้าวเพิ่มในบ้านเราคือเวียดนาม กัมพูชาส่งผลให้สภาพปัจจุบันผลผลิตข้าวเกินปริมาณการบริโภค แม้ว่าปัจจุบันจะมีประชาการโลกเพิ่มขึ้น แต่กระแสกสรบริโภคเปลี่ยนแปลง คนหันไม่บริโภึอย่างอื่นแทนข้าวมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์และอาหารฟาร์ตฟุ้ด” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า การทำนาในประเทศไทยกว่า 70 % อยู่นอกเขตชลประทาน ขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหากับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เกิดนำท่วม และภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวตกต่ำ ต้นทุนสูงชาวนาเริ่มมีปัญหาหนี้สิน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องกำหนดทิศทางการทำนาให้ถูกต้องด้วยการลดพื้นที่ปลูกข้าวเน้นเฉพาะพื้นที่ไม่เหมาะในการทำนาจำนวน 5.7 หมื่นไร่ จาก 54 ล้านไร่ของการทำนาปี ส่วนนาปรังหรือทำนารอบสอง กำหนดให้ปลูกเพียง1 ล้านไร่ และรอบสามจะไม่มีเลย โดยรัฐบาลส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นทดแทน รวมถึงอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นการปศุสัตว์ ประมง และอาชีพทางเลือกขึ้นอยู่กับสภาพพื้นและแวดล้อม

           สำหรับแผนข้าวครบวงจร ได้แบ่งการส่งเสริมฟาร์มออกเป็น มี3กลุ่ม คือ 1.ชาวนาที่มีการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่อยู่แล้ว แล้วส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและ เชื่อมโยงกับตลาด ต่อไป, 2.ชาวนาผลิตได้ดีแต่ไม่ครบวงจร ยังขายข้าวให้โรงสี. ต้องผลักดันเข้าสู่กระบวนการแปลงใหญ่ และ 3.ชาวนารายย่อย. ผลิตข้าวไม่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมากที่สุดต้องผลักดันเข้าแปลงใหญ่ พร้อมกับพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสม

     สอดคล้องแนวคิดของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตข้าว เพราะแรงกดดันทั้งจากกระแสของโลกและปัจจัยภายในประเทศ จะเห็นได้จากปริมาณการบริโภคข้าวทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง 0.2 % ต่อปี ตั้งแต่ปี 2555 แต่ ผลผลิตข้าวของโลกเพิ่มขึ้น 1.1% ต่อปี ผลคือ ในอนาคต ราคาข้าวจะลดลง และยังคงผันผวนมากกว่าธัญพืชอื่น

        "ตอนนี้การผลิตข้าวของไทยมีต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้นและสูงกว่าคู่แข่ง โดย กำไรของชาวนาไทยต่ำกว่าเวียดนาม ฟิลิปปินส์ กว่าเท่าตัว ในขณะที่เกษตรกรแก่ตัวเร็วมากขึ้นเร็ว ปัจจุบันมีเกษตรกรอายุเกิน 60 ปีกว่า 2.5 ล้านคน และอาชีพอาชีพเกษตรไม่สามารถดึงดูดคนหนุ่มสาวได้ ดังนั้นการปรับตัวชาวนาไทยต้อง ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพต่อหัวต่อไร่ และเพิ่มมูลค่าเท่านั้นจึงจะเป็นทางรอด พื้นที่นาที่มีต้นทุนสูงให้ปลูกพืชอื่นที่ได้กำไรสูงกว่า ” ดร.นิพนธ์ กล่าว

ผ่าทางตันลดพื้นที่ทำนา

           สำหรับปรับโครงสร้างในมุมมองของ ดร.นิพนธ์ คือการปรับโครงสร้างครั้งนี้ รัฐบาลต้องแยกพิจารณาการระหว่างการปรับตัวระดับประเทศ กับ ระดับครัวเรือน การปรับตัวระดับครัวเรือน ต้องสนับสนุนให้ปลูกพืชหลายชนิด เพิ่มขนาดแปลงนา แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน หันไปปลูกข้าวมูลค่าสูง ทำงานนอกภาคเกษตร ส่งลูกหลานเรียนสูงเพื่อประกอบอาชีพอื่นมากขึ้นเป็นต้น

           นักวิชาการเกียรติคุณจากทีดีอาร์ไอ ระบุอีกว่า ปฏิบัติของนโยบายของรัฐบาล ที่ยังมีจุดอ่อน คือ มาตรการส่วนใหญ่ออกแบบจากส่วนกลาง ขาดการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ภูมิภาค ผู้นำเกษตรกร และภาคเอกชน รัฐบาลออกมาตรฐานเดียวแต่ใช้ทั่วประเทศอาจไม่เหมาะสมกับบางพื้นที่ การวัดผลเน้นที่กระบวนการทำกระบวนการและไม่เน้นผลประโยชน์ที่ได้รับ ขาดการพิจารณาความเสี่ยงของเกษตรกรที่ร่วมโครงการเจ้าหน้าที่รัฐไม่รู้ดีกว่าเกษตรกร และพยากรณ์ตลาดไม่ได้ การใช้สินเชื่อเกือบปลอดดอกเบี้ยจูงใจให้คนเข้าร่วม ก่อปัญหาดึงดูดคนที่ไม่ตั้งใจปรับตัว ไม่มีการคัดเลือกที่เข้มงวด ต่อไปเมื่อเงินหมดชาวนากลับมาทำนาใหม่เมื่อราคาข้าวสูงขึ้น เพราะไม่มีบทลงโทษ และยังมีการให้เงินอุดหนุนการทำนาอยู่

            ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การลดพื้นที่ทำนาข้าวเป็นเหตุผลทางวิาการที่ยึดหลักเศรษฐศาสตร์ แต่กระนั้นการลดพื้นที่ทำนาเกษตรกรอาจปรับไม่ทัน ต้องหาแนวทางที่สมดุลย์ โดยเฉพาะการยึดหลักตามแนวปรัชเศรษฐกิจพอเพียง ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

ผ่าทางตันลดพื้นที่ทำนา

            “การทำนาใช้น้ำมาก ปลูกพืชผักอย่างอื่นใช้น้ำน้อยกว่า 10 เท่า เช่นเดียวกับการปศุสัตว์ก็ใช้น้ำน้อย ตอนนี้ทราบว่ารัฐบาลกำลังขับเคลื่อนเกษตรทฤฎีใหม่นับหมื่นหมู่บาน ต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะทำแล้วจะขายที่ไหน ขายอย่างไร ต้องแนะนำด้วยเพราะปัจจุบันตลาดมีหลายทางโดยเฉพาะการขายผ่านเครื่องมือออนไลน์” ดร.สุเมธ กล่าว

            นี่เป็นเสนอที่สรุปการลดพื้นที่ทำที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะให้ปริมาณผลผลิตข้าวลดลง แต่กระนั้นรัฐต้องหาแนวทางใหม่ ที่จะทำให้เกษตรกรมีรายที่ได้ดีกว่า และกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวนาด้วย