
ถกกันเรื่องใช้ปุ๋ย ตอน3
โดย - รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
ความคิดที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีเพื่อการลดต้นทุนนั้น มีมานานแล้ว แต่ว่าในทางปฏิบัติ เมื่อเทียบราคาของเนื้อปุ๋ยต่อกิโลกรัมแล้ว การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ นอกจากจะสามารถหาปุ๋ยอินทรีย์ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เช่นการใช้เศษวัชพืชภายหลังการไถกลบ หรือแม้กระทั่งฟางข้าวเองก็มีปริมาณธาตุอาหารหลงเหลืออยู่บ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งโพแทสเซียม แต่ว่าจะมีไนโตรเจนเหลืออยู่ไม่ถึง 1% และฟอสฟอรัสต่ำมาก
ดังนั้นอีกแนวทางหนึ่งก็คือการใช้ปุ๋ยพืชสด คือการปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบ ก็จะได้ธาตุไนโตรเจนซึ่งเกิดจากการที่ต้นถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ได้ แต่ว่าถ้าคำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ธาตุอาหารที่ได้จากปุ๋ยอินทรีย์เหล่านี้ก็ไม่น่าจะเพียงพอหรือชดเชยได้หมด
กระแสของเกษตรอินทรีย์ก็กำลังมาแรงในปัจจุบันนี้ เกษตรอินทรีย์นั้นมีข้อจำกัดในการห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืชชนิดต่างๆ ที่ได้มาจากการสังเคราะห์ แต่ยังยอมให้ใช้สารธรรมชาติบางอย่างได้ นอกจากนี้ยังครอบคลุมมาถึงเรื่องปุ๋ยเคมีที่อยู่ในข่ายว่าเป็นสารเคมีและห้ามนำมาใช้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ตรงจุดนี้เอง ที่อยากมองในเร่ืองของความยั่งยืนต่อไป
ความหมายของความยั่งยืนก็คือ ที่ดินที่ปลูกพืชนั้นต้องสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่เสื่อมสภาพลง เพราะว่ามีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งถ้ามองในภาพรวมก็คือ สามารถทำการผลิตพืชที่ปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้เป็นเวลายาวนาน โดยไม่เสื่อมคุณภาพลง เมื่อก่อนนี้การทำการเกษตรส่วนใหญ่นิยมใช้แต่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ผลก็คือในระยะยาวแล้ว ดินนั้นก็เสื่อมโทรมลง ถึงแม้จะมีธาตุอาหารสำหรับเลี้ยงต้นพืช แต่ว่าสภาพต่างๆ สูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างในดินที่น้อยลง จุลินทรีย์มีน้อยลง ดินแน่น แข็ง รากพืชไม่สามารถชอนไชลงไปได้ นั่นก็คือผลเสียของการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่องยาวนานเพียงอย่างเดียว คำแนะนำที่เหมาะสมจึงเป็นเร่ืองของการให้ใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์
คราวนี้ถ้ากลับคำแนะนำเป็นให้ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวอย่างต่อเนื่องยาวนาน อะไรน่าจะเกิดขึ้นได้บ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นคือดินจะโปร่งร่วนซุย อากาศและน้ำผ่านไปมาได้สะดวก ทำให้รากพืชสามารถเติบโตได้ดีและชอนไชไปหาอาหารได้มากขึ้น แต่ว่าถ้าในระยะยาวแล้ว หากคิดถึงปริมาณธาตุอาหารที่เอาออกไปจากดินหรือสูญเสียไปในทางอื่น แล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้นไม่เพียงพอที่จะชดเชยธาตุอาหารที่สูญเสียไป อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง สิ่งที่เห็นชัดคือ ต้นไม้จะเกิดอาการขาดอาหาร และผลผลิตลดลง นอกจากนั้น ผลเสียในระยะยาวก็คือการสลายตัวของปุ๋ยอินทรีย์ย่อมก่อให้เกิดสารอินทรีย์ต่างๆ ปลดปล่อยออกมามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกรดอินทรีย์ต่างๆ ซึ่งน่าจะมีผลทำให้ดินมีค่าความเป็นกรดด่างเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าการทำเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ดี แต่ว่าถ้ามองในแง่ของความยั่งยืนแล้ว หากไม่สามารถชดเชยธาตุอาหารลงในดินได้ทันต่อการที่นำออกไปจากดิน ความยั่งยืนก็จะไม่เกิด
ดังนั้น ถ้ายึดทางสายกลาง คือมีการผลิตที่ปลอดภัย ไม่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทั้งของผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่มีการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋อินทรีย์ ก็น่าจะเป็นวิธีการสร้างความยั่งยืนได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างต่อเนื่องกันไปครับ



