
อภิสิทธิ์ลั่นรบ.เตรียมปรับ3นโยบายหลักของชาติ
"นายกฯ" เผยรบ.พร้อมรับมือปัญหาเรื่องพลังงาน อาหาร และสิ่งแวดล้อม หวังยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น เตรียมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักดำเนินการ แถมประสานมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียนให้สอดคล้องรับกัน
(21ส.ค.)เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมระดับชาติเรื่อง การค้าและการพัฒนาอาหารพลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายของรัฐบาลต่อการพัฒนาอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม” จัด โดย ศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ราชบัณฑิตยสถาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการประเกิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษ ว่า ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค ต่างเผชิญกับภาวะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก แต่การที่จะกำหนดนโยบายและแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องมองไปข้างหน้า และดูแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศและทุกสังคมต่างเผชิญร่วมกัน สำหรับแนวโน้มสำคัญที่มีผลกระทบต่อด้านอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อมนั้น คือ เรื่องของภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นปัญหาของทุกคน ที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไข แต่เป็นเรื่องยากที่จะสามารถทำให้ทุกฝ่ายสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาระหว่างประเทศ หรือการกำหนดนโยบายภายในประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาสภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศ ทำให้ความต้องการของประชาชนทางด้านเศรษฐกิจ ที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ นั้นยังเป็นแรงกดดันต่อการกำหนดนโยบายของทุกสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรของโลกและในภูมิภาคนี้ ซึ่งปัจจุบันจำนวนประชากรผู้สูงอายุเริ่มมีมากขึ้น ในขณะนี้ที่กลุ่มคนที่อยู่ในวัยแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการเกษตรกลับมีแนวโน้มที่ลดลง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยตระหนักถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ และตระหนักถึงการดำเนินนโยบาย ซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องกับแผนที่ดำเนินการใน ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยจะต้องมีการปรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงาน อาหาร และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องพลังงานนั้น จำเป็นต้องทำควบคู่กับการส่งเสริมสนับสนุนพลังงานที่สะอาด เป็นพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากภาคการเกษตรหรือพลังงานชีวภาพ ซึ่งรัฐบาลได้มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทาง เลือก โดยจัดทำแผนพลังงานใน 15 ปีข้างหน้า และกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการที่จะลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งเร่งสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานต่าง ๆ โดยเฉพาะพลังงานทดแทนนั้น รัฐบาลจะมีการส่งเสริมให้แรงจูงใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตไฟฟ้า หรือการใช้โครงสร้างของภาษีและกองทุนน้ำมัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภาคการเกษตร รัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องของแหล่งผลิตอาหารและแหล่งน้ำ โดยจะมีการจัดทำโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและ การทำเกษตรที่ยั่งยืน โดยอาศัยการดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ทั้งในเรื่องของเกษตรทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง ที่ครอบคลุมเรื่องของเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรทางเลือกที่ยั่งยืน อีกทั้งการปรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงพืชผลทางการเกษตร การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผลผลิตทางการเกษตรของไทย และการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งครอบคลุมถึงสินค้าการเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม รัฐบาลกำหนดทิศทางชัดเจนว่า นอกจากภาคการเกษตรแล้ว ภาคอุตสาหกรรมจะต้องเข้าไปอยู่กับชุมชนได้อย่างกลมกลืน มีความยั่งยืนและไม่มีปัญหาในเรื่องของการก่อมลพิษ ซึ่งกระทบกับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในขั้นพื้นฐาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ปัญหาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะในระดับประเทศ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับภูมิภาค ซึ่งอาเซียนได้มีความพยายามในการที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียว และจะรวมเป็นประชาคมในอีก 6 ปี ข้างหน้า แต่หลายเรื่องที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรหรือเรื่องของอาหาร พลังงาน แม้จะมีความพยายามทำข้อตกลงในการเชื่อมโยง ในการสร้างเครือข่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังอยู่ภายใต้การแทรกแซงจากนโยบายภายในของแต่ละประเทศ ที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท้าทายคือ การทำให้นโยบายของแต่ละประเทศมีความสอดคล้องมากขึ้น ภายใต้เป้าหมายร่วมกันที่ต้องการจะเห็นคุณภาพชีวิตของคนในภูมิภาคนี้ดีขึ้น มีพลังงานเพียงพอที่จะใช้ มีความมั่นคงในเรื่องของอาหาร และสามารถทำสิ่งนี้ได้โดยการอนุรักษ์ หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการพัฒนาต่อไป



