ข่าว

จับเก๋งดัดแปลงติดทะเบียนปลอมลอบขน“ไม้พะยูง”

จับเก๋งดัดแปลงติดทะเบียนปลอมลอบขน“ไม้พะยูง”

18 ธ.ค. 2559

สกัดจับรถเก๋งลงทุนดัดแปลงเจาะเบาะทะลุกระโปรงหลัง และติดป้ายทะเบียนปลอม ตบตาจนท.รับจ้างขนไม้พะยูง พร้อมขยายผลจับผู้ร่วมขบวนการ


          จากที่ พล.ต.ต.อุดร ยอมเจริญ รรท.ผบก.สส.ภ.3 สั่งการให้ พ.ต.อ.สุนทร หิมารัตน์ ผกก.กองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนภาค3 และชุดจับกุมร่วมกับ พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ ผกก.สภ.โนนดินแดง ทหารกองร้อย ร.222 พัน 222 มณฑลทหารบกที่26 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตำรวจทางหลวงบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ส่วนป้องกันและปราบปรามภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นายสมส่วน รักสัตว์ หัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ (หน่วยป้องกันรักษาป่า บร.5) ลำนางรอง และฝ่ายปกครอง นำกำลังสกัดรถต้องสงสัยหลังสืบทราบว่ามีรถขนไม้พะยูงแปรรูปผ่านบริเวณตู้ยามตำรวจทางหลวงบนถนนโนนดินแดง-ละหานทราย กม. 53-54 ต.โนนดินแดง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์

          เมื่อถึงเวลาพบรถต้องสงสัยเป็นรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ญษ-6988-กทม. เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวพร้อมเรียกขอตรวจค้น เมื่อจอดรถคนขับได้ทิ้งรถวิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหากลับมาได้ ทราบชื่อ นายทรงพล อันศึกษา อายุ 23 ปี บ้านเลขที่ 95 ม.9 ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ตรวจสอบภายในรถซึ่งมีลักษณะดัดแปลงสภาพรถโดยเจาะทะลุกระโปรงหลัง เพื่อใช้อำพรางซุกซ่อนไม้ พบไม้พะยูงท่อนและแปรรูป จำนวน 38 ท่อน ปริมาตร 0.60 ลบ.ม. ค่าความเสียหายประมาณ 300,000 บาท แต่ถ้านำส่งออกไปยังต่างประเทศจะมีมูลค่าสูงกว่า 600,000 บาท ส่วนรถของกลางได้ตรวจสอบซึ่งเป็นของบริษัทไฟแนนซ์และสวมป้ายทะเบียนปลอม

          จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้รับจ้างจากนายแดง ไม่ทราบนามสกุลซึ่งเป็นชาวบึงกาฬ ให้ขับรถคันดังกล่าว จากหน้าโรงเรียนบ้านหนองต้อ ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ไปจอดที่หน้าโรงเรียนบ้านโคกเพชร ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จากนั้นจะมีคนมาขับรถไปบรรทุกไม้พะยูงกลับมาจอดให้ตนขับไปจอดยังที่เดิมซึ่งทำมาแล้วหลายครั้งโดยได้รับค่าจ้างครั้งละ 4,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง พ.ต.ท.สืบสกุล สอนสิริ พนักงานสอบสวน สภ.โนนดินแดง ดำเนินคดีในข้อหามีไม้แปรรูปหวงห้าม ไม้พะยูงไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาปลอมแปลงและใช้เอกสารปลอม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนขยายผลจำกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป