
พัชรวาทให้ปากคำอนุก.ตร.สอบซื้อขายตำแหน่ง
"พัชรวาท"สีหน้าเครียดเลี่ยงนักข่าวเข้าให้ปากคำ"อนุก.ตร."สอบซื้อขายตำแหน่ง ขณะที่"พ.ต.ท.วีระยศ"พยานปากเอกเข้าให้ข้อมูล เผยไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกตำรวจรุ่นน้องข้ามหัวขึ้น"ผกก." แฉตำรวจคนใด ต้องการโรงพักเกรดเอ ใช้เงิน 3-4 แสน วิ่งเต้นผ่านผู้มีอำนาจในภาค 7
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 21 สิงหาคม อนุ ก.ตร.ชุดพิเศษ ตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งมีนายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานอนุ ก.ตร. เข้าประชุมโดยพร้อมเพรียงกันที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยวันนี้ คณะอนุ ก.ตร. เชิญ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) , พล.ต.ท.ไถง ปราศจาคศตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ,พล.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ,พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) และ พ.ต.ท.วีระยศ ชื่นกลิ่นธูปศิริ รองผกก.ป.สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพยานปากเอกที่นายศิริโชค โสภา ส.ส. จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อ้างถึงในเอกสารที่ส่งให้คณะอนุ ก.ตร.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ได้เข้าให้ข้อมูลตั้งแต่เวลา 10.10 น. จนถึงเวลาประมาณ 11.15 น. ก่อนกลับออกมาได้พูดคุยกับพล.ต.ท.อำนวย ดิษฐ์กวี หนึ่งในคณะอนุก.ตร. ประมาณ 10 นาที ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นได้เดินเลี่ยงผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวไปอย่างรวดเร็ว โดยปฎิเสธที่ให้จะสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ก่อนเดินขึ้นลิฟต์ไปยังสำนักงานทันที
ด้านพ.ต.ท.วีระยศ กล่าวก่อนให้ข้อมูลกับคณะอนุก.ตร. ว่า ตลอดชีวิตการรับราชการตำรวจนั้น มีการโยกย้ายไปประจำที่ต่าง ๆ อย่างไม่เป็นธรรมหลายครั้ง อย่างการแต่งตั้งครั้งที่ผ่านมา ตนดำรงตำแหน่งรองผกก.มีลำดับอาวุโสเป็นที่ 3 ของ บช.ภ. 7 ปรากฎว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผกก. กลับเป็นอาวุโสอันดับ 4 ซึ่งตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้ง กำหนดว่า ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ให้พิจารณาอาวุโส 25 % ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ อาวุโสลำดับที่ 1-3 จะต้องได้ขึ้น แต่ปรากฎว่าผู้ทีได้ขึ้นคือ อาวุโสลำดับ 4 ลำดับ 53 , 72, 87, 93 ,107, 108 และ 191 ซึ่งรายสุดท้าย ตอนสมัยที่ตนเป็นรองผกก.สภ.อ.โพธิ์แก้ว นายตำรวจนายนี้ ยังดำรงตำแหน่ง รองสารวัตร ยศ ร.ต.อ. จากนั้นวันที่ 5 ธันวาคม 2551 ตนจึงได้ร้องขอความเป็นธรรมเรื่องดังกล่าว ถึงประธาน ก.ตร. ผ่านเลขา ก.ตร.
“การแต่งตั้งของ บช.ภ. 7 ใช้หลักเกณฑ์อะไร ผมอาวุโสอันดับต้น ๆ แต่ปรากฎว่าตำรวจรุ่นน้องที่ด้อยอาวุโสกว่าได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งเป็นการแต่งตั้งข้ามหัว ผมอยากถามว่าคนที่ถูกข้ามหัวเขาผิดอะไรจึงไม่ได้รับการพิจารณา”พ.ต.ท.วีระยศ กล่าว
รองผกก.ป.สภ.แก่งกระจาน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาตนได้รับการร้องเรียนว่าในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจครั้งที่ผ่านมา มีการใช้เงินใช้ทองในการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่ง อย่างกรณีระดับสารวัตรหากต้องการอยู่ในพื้นที่ดีๆ โรงพักเกรดเอ ต้องใช้เงิน 3-4 แสนในการวิ่งเต้นอยู่ที่เดิม แต่หากต้องการย้ายก็ต้องเพิ่มเงินอีก 2 แสน ซึ่งการวิ่งเต้นต้องวิ่งผ่านผู้มีอำนาจในบช.ภ. 7 ระดับนายพล แต่ตนขอไม่บอกว่าเป็นใคร จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมกับข้าราชการตำรวจที่ตั้งใจทำงานปฎิบัติหน้าที่แต่ไม่มีเงินที่จะวิ่งเต้น
พ.ต.ท. วีระยศ กล่าวว่า หลักฐานที่เป็นใบเสร็จคงไม่มี เช่นเดียวกับเวลาที่นักการเมืองซื้อเสียง เขาคงไม่มีใบเสร็จให้มาเอาผิดได้ในภายหลัง ขณะเดียวกันคนที่จ่ายเงินและคนที่รับเงินคงไม่ออกมาแสดงตัวหรอก จึงเป็นหน้าที่ของคณะอนุ ก.ตร. ที่ต้องไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน การกู้หนี้ยืมสิน ของ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อที่จะได้ทราบว่ามีการใช้เงินไปมากน้อยเท่าไหร่ในฤดูการโยกย้าย รวมถึงต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้บังคับบัญชาของผู้ที่ได้รับการแต่ง ตั้งด้วย
รองผกก.ป.สภ.แก่งกระจาน กล่าวต่อว่า ที่มาวันนี้ เพราะคณะอนุก.ตร.เรียกมาให้ข้อมูล เนื่องจากนายศิริโชค มีการอ้างถึงตน โดยก่อนหน้านี้ ตนเคยร้องขอความเป็นธรรมกับ ก.ตร.แล้ว แต่ไม่ได้รับคำตอบว่าจะเยียวยาอย่างไร ตนถึงถ่ายเอกสารร้องเรียนดังกล่าวให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธาน ก.ตร. แต่ก็ไม่รับคำตอบอีก จึงสำเนาหนังสือดังกล่าวให้กับนายกฯ ผ่านนายศิริโชค ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดกับนายกฯ เพื่อให้แก้ไขปัญหาเพราะการโยกย้ายครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับการแก้ไขและจะมีโยกย้ายครั้งใหม่อีกแล้ว ซึ่งตอนนี้เริ่มมีนายตำรวจรุ่นน้องเล่าให้ฟังว่า เริ่มวางมัดจำกันแล้ว
เมื่อถามว่าในวันนี้มีหลักฐานสำคัญอะไรมายื่นให้ คณะอนุ ก.ตร. พ.ต.ท.วีระยศ กล่าวว่า เป็นหลักฐานเดิม คือหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ตนเคยยื่นไปก่อนหน้านี้ และข้อมูลต่างๆที่ได้รับการบอกเล่าต่อๆ กันมาจากรุ่นน้อง ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งครั้งที่แล้ว ซึ่งพยานเองก็คงไม่มีใครกล้ามายืนยัน เพราะคนมีอำนาจยังอยู่ในพื้นที่ หากมีการสั่งย้ายผู้มีอำนาจในพื้นที่ก็อาจมีพยานมาให้ข้อมูลก็ได้
อย่างไรก็ตามตนตั้งข้อสังเกตุว่า ก่อนแต่งตั้งโยกย้าย ทำไมถึงมีแฟกซ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงผบก.จว.นครปฐม ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ. 7 และผบ.ตร.ในแฟกซ์ดังกล่าวมีรายชื่อยศ พ.ต.ท.จำนวน 4 นาย ในนี้มีชื่อตนรวมอยู่ด้วย จึงคิดว่าการแต่งตั้งดังกล่าวน่าจะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
ด้านพล.ต.ท.ไถง กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาให้ข้อเท็จจริงกับคณะอนุก.ตร.ว่าขั้นตอนการพิจารณาแต่งตั้งของ บช.ก. ได้ดำเนินการไปตามกฎ ก.ตร.และระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยยอมรับว่าการแต่งตั้ง โยกย้ายจะมีการแนะนำกันมาบ้าง เป็นลักษณะของการแนะนำของผู้บังคับบัญชาระดับสูงและอดีตผู้บังคับบัญชา แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ซึ่งพิจารณาตามหลักเกณฑ์และประวัติการทำงานด้วยอยู่แล้ว ยืนยันกระบวนการทุกอย่างดำเนินการอย่างโปร่งใส ท้งนี้ยืนยันว่า ไม่มีใบสั่งจากนักการเมือง เพราะนักการเมืองทำเช่นนั้นไม่ได้ผิดกฎหมาย



