
ขายของ อย่าขายฝัน
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ราคาข้าวเปลือกต้นฤดูกาลตกต่ำมากในปีนี้ ก็มีคนออกมาหาวิธีการช่วยเหลือชาวนากันจ้าละหวั่น ตามกระแสข่าวที่ออกมามีหลากหลายวิธีการมาก ถึงขนาดจะให้ชาวนาลงทุนทำนาเอง เกี่ยวข้าวเอง และสีข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสารออกมาขายด้วยตนเองกันเลยทีเดียว หน่วยงานราชการและเอกชนหลายต่อหลายแห่ง ก็แบ่งปันพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวสารออกมานั่งขายกันมากมายทั่วประเทศ ทำให้น่าเป็นห่วงมากว่าวิธีการช่วยเหล่านั้น อนาคตจะยิ่งทำให้ชาวนาเป็นหนี้เป็นสินเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า เพราะต้องไปลงทุนลงแรงทำเองทุกขั้นตอน
สาเหตุที่ทำให้ข้าวเปลือกต้นฤดูกาลมีราคาตกต่ำลงนั้น เกิดจากระยะเวลาการเก็บเกี่ยวของข้าวเปลือกต้นฤดูกาล เป็นช่วงที่ยังมีฝนชุกพอสมควรในทุกพื้นที่ บวกกับวิธีการเก็บเกี่ยวในปัจจุบันนี้ใช้เครื่องจักรหรือรถเกี่ยวข้าวทำหน้าที่แทนคน การเกี่ยวข้าวสมัยนี้จึงเกี่ยวแบบกราดไปทั่ว ไม่สนใจว่าข้าวที่เกี่ยวจะแก่เต็มที่หรือมีข้าวที่ยังเขียวปะปนอยู่ด้วย บางพื้นที่แม้เจ้าของนาจะรู้ว่าข้าวยังไม่แก่เต็มที่จนถึงเวลาที่สมควรเก็บเกี่ยว แต่ด้วยความที่มีน้ำเหนือไหลบ่าลงมาและไม่มีใครรับประกันหรือบอกได้ว่าน้ำจะไม่ท่วมนาข้าว จึงต้องเร่งเกี่ยวข้าวที่ยังแก่ไม่เต็มที่เพราะคิดว่าดีกว่าปล่อยเอาไว้ให้น้ำท่วมนาข้าวจนต้องเสียไปเปล่าๆ ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวต้นฤดูกาล กลายเป็นข้าวเปลือกที่มีความชื้นค่อนข้างสูงส่งผลให้มีราคาซื้อขายต่ำ มันจะเป็นเช่นนี้ทุกปี ซ้ำร้ายปีนี้เศรษฐกิจตกต่ำทั้งโลก ฉุดให้ราคาพืชไร่หลายต่อหลายอย่างตกต่ำลงไปด้วย พ่อค้าข้าวส่งออกของไทยก็ออกไปขายข้าวสารล่วงหน้าแข่งกันเองและแข่งกับพ่อค้าจากประเทศอื่นในราคาถูก จึงย้อนกลับมากว้านซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาต่ำด้วยอีกทอดหนึ่ง
แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปจนถึงเวลาที่ฝนเริ่มขาดเม็ดและข้าวในนาส่วนใหญ่แก่เต็มที่พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยว ระดับความชื้นของข้าวลดน้อยลงและคุณภาพของข้าวเปลือกสามารถนำไปเป็นสีข้าวสารได้คุณภาพและปริมาณที่ดีขึ้นและมากขึ้น อีกทั้งพ่อค้าข้าวส่งออกของไทยเริ่มขาดแคลนข้าวสารที่จะต้องไปส่งมอบให้ต่างประเทศทันเวลา จึงเริ่มหันมาแย่งกันซื้อทำให้ราคาของข้าวเปลือกที่ออกมาสู่ตลาดในช่วงนี้กระเตื้องมากขึ้น
ถ้าเข้าใจถึงต้นเหตุที่แท้จริงของราคาข้าวตกต่ำอย่างนี้ การหาวิธีแก้ไข ป้องกัน หรือช่วยเหลือชาวนาก็จะทำกันได้ถูกที่ถูกจุด ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่าการเหวี่ยงแหหาวิธีแก้ไขในทางที่ชาวนาขาดประสบการณ์และความชำนาญ เพราะหากให้ชาวนาทำการสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารแล้วมานั่งขายเอง อย่าลืมว่าชาวนาก็ต้องลงทุนอีกหกเจ็ดหมื่นบาทเป็นอย่างน้อยเพื่อซื้อเครื่องสีข้าวซึ่งใช้งานปีละไม่กี่ครั้ง นั่นหมายถึงชาวนาต้องเป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้นจากหนี้เดิมที่มีอยู่แล้ว หรือการให้คำแนะนำแก่ชาวนาให้หันไปปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ด้วยการบอกว่าจะทำให้ขายข้าวได้ราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมากนั้น ก็ต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้บริโภคและตลาดที่จะเข้ามารองรับด้วย เพราะในขณะที่มีการช่วยกันซื้อข้าวสารจากชาวนาในราคากิโลกรัมละ 20 ถึง 30 บาทนั้น ข้าวสารเกษตรอินทรีย์ พันธุ์หอมมะลิ 105 ขายกันทางภาคอิสานกิโลกรัมละ 55 ถึง 70 บาท ซึ่งแม้ว่าจะขายได้ราคาที่แพงขึ้นมากกว่าก็จริง แต่กลุ่มผู้บริโภคที่จะยอมจ่ายเงินซื้อข้าวสารในราคาระดับนี้ก็มีอยู่จำนวนไม่มากนัก การจะคิดหาวิธีการใดๆ เข้าไปช่วยเหลือชาวนาจึงต้องเป็นวิธีการที่ยั่งยืนและทำได้จริงจนครบวงจร มิฉะนั้นก็จะไม่ต่างอะไรกับการเอาความฝันไปให้ชาวนา และผลรับที่ออกมาก็จะกลายเป็นหนี้สินและภาระที่เพิ่มเข้าไปอีกต่างหากนั่นเองครับ
-----------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ขายของ อย่าขายฝัน : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



