ข่าว

คืนชีวิต"หอยลาย"สู่ทะเล นำวิถีชาวประมงยั่งยืน!

คืนชีวิต"หอยลาย"สู่ทะเล นำวิถีชาวประมงยั่งยืน!

12 ธ.ค. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

           หากย้อนไปเมื่อปี 2546 ประเทศไทย ส่งออกหอยลายมูลค่ากว่า 252 ล้านบาท หลังชาวประมงเริ่มจับหอยเป็นอาชีพ ปี 2514 ปัจจุบันหอยลายลดปริมาณลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งจากการศึกษาของกรมประมงในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า เดิมชาวประมงจับได้ 1 หมื่นตัน เหลือเพียง 8 พันตัน เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้มีการแข่งขันอย่างรุนแรง รวมถึงการจับหอยลายวัยยังไม่เจริญพันธุ์ ส่งให้ปริมาณหอยลายลดลงต่อเนื่อง

          ทางกรมประมงได้มีการพัฒนาเครื่องมือในการจับหอยลายขึ้นมา เพื่อให้หอยลายที่ยังมีขนาดเล็กได้รอดจากการจับ เครื่องมือจับหอยลายที่ว่านี้ ชาวประมงเรียกขานกันว่า “กระดื๊บหอยลาย” ซึ่งคราดด้วยมือ

 

คืนชีวิต"หอยลาย"สู่ทะเล นำวิถีชาวประมงยั่งยืน!

ตะแกรงกระดี๊บหอยลาย

 

          ล่าสุด จับมือกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรแห่งชาติ (สวก.) จัดโครงการ “คืนชีวิตหอยลายสู่ทะเลตราด” เพื่อสนองพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หันพระปรมินทรมหาภูมิพล รัชกาลที่ 9 และเพื่อสร้างรายให้กับชาวประมงได้อย่างยั่งยืน โดย ดร.วารินทร์ ธนาสมหวัง ผู้ทรงคุณวุฒิกรมประมง บอกว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีการมอบหอยลายขนาด 0.5 -1 ซม. 1 ล้านตัว และมีการปล่อยกุ้งแช่บ๊วยอีก 8 ล้านตัว ให้กับตัวแทนชุมชนอ่าวใหญ่เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วันในหลวง รัชกาลที่9

          ดร.วารินทร์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันหอยลายในทะเลไทยขาดแคลน กรมประมงจึงมีแนวคิดที่จัดเพาะเลี้ยงหอยลาย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ต่อการเลี้ยงในบ่อดิน ก่อนนำปล่อยลงสู่ทะเล อีกทั้ง มีการติดตามการกระจายตัวของหอยลายในพื้นที่ทะเลโดยชาวประมงของชุมชน เพื่อให้รู้ถึงสภาพการเติบโตของหอยลาย ทั้งยังช่วยลดผลกระทบการทำประมงที่ทำลายระบบนิเวศน์และทรัพยากรทางทะเลได้อีกทางหนึ่ง

 

คืนชีวิต"หอยลาย"สู่ทะเล นำวิถีชาวประมงยั่งยืน!

 

        "เดิมการจับหอยลายมีการแข่งขันสูง ทำให้หอยลายลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จึงมีแนวคิดเพาะหอยลายและจากการศึกษาพัฒนาการเพาะเลี้ยงที่เลี้ยงควบคู่กับหอยลายที่มีเองตามธรรมชาติ พบว่าชาวประมงจับหอยขนาดเล็กยังไม่ทันโตและขยายพันธุ์ เราจึงให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการควบคุมกันเอง เพราะเห็นชัดว่าจากเดิมที่เคยจับได้ 1 หมื่นตัน เหลือเพียง 8 พันตัน ทางเราเห็นสมควรให้มีการพัฒนาเครื่องมือจับหอยลายเพื่อให้หอยขนาดเล็กรอดจากการจับ ที่เรียกกระดื๊บ ปรากฏว่าไปผล” ดร.วารินทร์ กล่าว

          ด้านนายปิยะโชติ สินอนันต์ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ กรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันหอยลายอยู่ในสภาพวิกฤติถึงรุ่นแรง เนื่องจากมีเรือประมงเข้ามาจับจำนวนมากทำให้หอยลายและสัตว์น้ำประเภทอื่น มีราคาพุงสูงขึ้น จนปริมาณการเติบโตลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น กรมประมงร่วมมือกับจังหวัดที่ติดกับทะเลไม่ว่าจะเป็นตราด ประจวบคิริขันธ์ ที่เป็นแหล่งอาศัยของหอยลาย

คืนชีวิต"หอยลาย"สู่ทะเล นำวิถีชาวประมงยั่งยืน!

 

          นอกจากนี้ ทางชุมชนในท้องถิ่น ที่เป็นชาวประมงต่างเห็นชอบให้พื้นที่เขตการอนุรักษ์ จำนวน 300-500 ไร่ ในทะเล รวมทั้งห้ามจับสัตว์น้ำในทะเล ตั้งแต่ 3,000-5,000 เมตร พร้อมกำหนดวันเวลาในการออกทะเล และสุดท้าย การปล่อยหอยลาย และสัตว์ประเภทอื่นๆ ทางกรมประมงคาดว่า ในอีก 3 ปี หอยลายและสัตว์น้ำประเภทอื่นๆในทะเลไทย จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้ง การฟื้นฟูจะมีความยั่งยืน หลังจากที่กรมประมงได้ทำการปล่อยหอยลายและสัตว์น้ำประเภทอื่นๆร่วมด้วย

          ด้านนายมนตรี ธรรมโชติ ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านแหลมเทียน ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด บอกว่า ที่ผ่านมาพื้นที่บ้านแหลมเทียน มีหอยลายจำนวนมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวประมงพื้นที่วันละ 1,000-2,000 บาท แต่ปัจจุบันปริมาณหอยลายลดลง ทำให้รายได้ลดลงอยู่ที่ 500-1,000 บาทต่อวัน เพราะมีเรือประมงลักลอบจับโดยใช้เครื่องมือแบบผิดกฎหมาย และมีขนาดตาถี่ ทำให้จับหอยขนาดเล็กติดไปด้วย ปริมาณจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

คืนชีวิต"หอยลาย"สู่ทะเล นำวิถีชาวประมงยั่งยืน!

ดร.วารินทร์ ธนาสมหวัง

          การที่กรมประมง ชาวประมงรวมกลุ่มและมีข้อตกลงกันว่าจะไม่ทำประมงใกล้ชายฝั่ง ทั้งได้ตั้งกฎกติกาอนุรักษ์พื้นที่การจับหอยลาย อาทิ การกันพื้นที่การจับอยู่ที่ 5 ไมล์ทะเล การปรับเปลี่ยนเครื่องมือใหม่ ที่เรียก “กระดี๊บ” สุดท้ายการปล่อยพ่อแม่พันธุ์หอยลายเพื่อเพิ่มปริมาณ ที่สำคัญมีการตั้งเวรยามป้องกันไม่ให้เรือประมงลักลอบเข้ามาในพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ จึงมั่นใจว่าปริมาณหอยลายจะเพิ่มขึ้นแน่นอน

          กิจกรรม “คืนชีวิตหอยลายสู่ทะเลตราด” การมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรมประมง ชาวประมงชายฝั่ง ที่จะร่วมอนุรักษ์ และจะไม่ใช้เครื่องที่ผิดกฏหมายจับหอยลายในอนาคต เสมือนหนึ่งภายใต้ปฏิญญาท้องถิ่น เพื่อสัตว์น้ำในทะเลไทยอุดมสมบูรณ์ขึ้น ถือเป็นการสร้างได้ที่มั่นคงและความยั่งยืนของชาวประมงในอนาคต