
ต่อแถวตั้งแต่ตีสอง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ประชาชนจากต่างจังหวัดเดินทางกันมาถึงตั้งแต่เวลาประมาณ 02.30 น. ต่างเข้าแถวรออย่างเป็นระเบียบก่อนจะได้เข้าสักการะพระบรมศพในช่วงเช้า
ทั้งผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ไห้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 00.15น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 55,015 คน รวม 41 วัน มี 1,519,716 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงินยอดเงิน 4,345,490.50 บาท รวม 41 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น116,735,381.50 บาท
โดยบรรยากาศในวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคมนั้น สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เวลา 04.50 น. เนื่องจากอยู่ในช่วงวันหยุดยาว จึงมีประชาชนจากต่างจังหวัดเดินทางกันมาถึงตั้งแต่เวลาประมาณ 02.30 น. ต่างเข้าแถวรออย่างเป็นระเบียบก่อนจะได้เข้าสักการะพระบรมศพในช่วงเช้า และรับพระบรมฉาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นที่ระลึก ด้วยความปลื้มปิติหัวใจ
ฉวี กริ่งทองและครอบครัว
ตามที่ นางฉวี กริ่งทอง วัย 62 ปี คณะชาวบ้าน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ที่รวมเงินกันเช่ารถเดินทางกัยคนในชุมชนมากราบสักการะพระบรมศพ เผยว่า ได้มีการชักชวนกันในชุมชนว่าจะพากันมาที่พระบรมหาราชวัง ในวันหยุดยาวนี้ โดยมีทั้งเด็กเล็ก เด็กนักเรียน และผู้ใหญ่ พร้อมใจกันเดินทางออกจาก จ.พิจิตร ตั้งแต่ 3 ทุ่ม ของวันที่ 10 ธ.ค. มาถึงกรุงเทพประมาณ ตี 2 กว่า และรอเจ้าแถวกันทันที
“ตื้นตันใจมากที่ได้มากราบพระองค์ท่าน ตอนเข้าไปอธิฐานจิตบอกท่านว่า ขอบคุณที่ดูแลคนไทยอย่างดีมาโดยตลอด เราก็จะเป็นคนดี ทำความดีทุกๆ วัน เหมือนที่ทรงทำมา ที่ผ่านมาเคยมีโอกาสรับเสด็จพระองค์ท่าน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ศานุวงค์ เวลาเสด็จมาที่ จ.พิจิตร ก็ไปรอชมพระบารมีตลอด ครั้งนี้เลยเป็นเหมือนครั้งสุดท้ายที่ได้มารอเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้ได้เห็นท่านอยู่ในพระโกศ แต่ความรู้สึกเราอุ่นใจเหมือนเดิม เพราะท่านอยู่ในใจเสมอมา” นางฉวี กล่าวความรู้สึก
อภิญญา ภู่กลัดและเพื่อน
ด้าน น.ส. อภิญญา ภู่กลัด อายุ 16 ปี พร้อมเพื่อนนักเรียนโรงเรียน โรงเรียนวังสำโรงวังหว้า จ.พิจิตร สวมชุดนักเรียนเรียบร้อยร่วมเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพด้วย เผยว่าเคยมากับครอบครัวครั้งหนึ่งแล้ว พอกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง หลายคนก็อยากมาบ้าง เลยนัดกับกลุ่มเพื่อน 4 คนเดินทางมาที่นี่ในวันหยุดยาว รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้รอ และเข้ามากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งหนึ่งในชีวิต
“พระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้ในวันนี้ไปเคลือบแล้วใส่กรอบ ไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยได้เดินทางมาสักการะในหลวง ร.9 กับพี่น้องและเพื่อนๆ ใน อ.ตะพานหิน ได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีให้คนไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเดินทางไปชมโครงการช่างหัวมัน กับคณะ อบต. ได้เห็นพระองค์ท่านพัฒนาที่ดินผืนใหญ่ ให้เป็นประโยชน์ทั่วทั้งบริเวณ ทั้งปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ล้วนเป็นการปูทางอาชีพที่มั่นคงในอนาคตได้” นักเรียนสาวกล่าวด้วยความดีใจ
ติน กรองกุล
นายติน กรองกุล อายุ 64 ปี ประกอบอาชีพพนักงานโรงงาน มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดกาญจนบุรี เผยว่า เดินทางมาสักการะพระบรมศพทุกอาทิตย์ สำหรับวันนี้เป็นครั้งที่ 4 และตั้งใจจะมาสักการะพระบรมศพจนครบ 9 ครั้ง พร้อมกับนำเงินจากการทำงานด้วยความพากเพียรมาร่วมถวายเป็นพระราชกุศลครั้งละ 100 บาท
จตุพร มาแดงและลูกชาย
ด้าน น.ส.จตุพร มาแดง อายุ 43 ปี พนักงานบริษัท จากกรุงเทพฯ ออกจากบ้านย่านลาดพร้าวตั้งแต่ตีสาม พร้อมลูกชาย ด.ช.จิรภาส ดรุณดำรงกุล นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา เผยว่า วันนี้เป็นวันหยุดจึงถือโอกาสชวนลูกชายมาสักการะพระบรมศพ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มาหลังจากมาเฝ้าฯ รับเสด็จขบวนเคลื่อนพระบรมศพ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้ต้องต่อคิวรอนานประมาณ 7 ชั่วโมงก็ไม่รู้สึกย่อท้อเลย กลับกันยิ่งคนประชาชนมาเยอะๆ ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มใจ และตื้นตันใจจนพูดไม่ออกเมื่อได้กราบพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ
"หลักคำสอนของพระองค์ที่ยึดมั่นคือเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้จริง รวมทั้งปลูกฝังลูกชายให้รู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักประหยัดอดออม เก็บเล็กผสมน้อย และปฏิบัติตัวเป็นคนดีของสังคม หากเจอใครเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือ ก็ช่วยเหลือโดยไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทนใดๆ" น.ส.จตุพรกล่าว



