
ความรู้สึก ความรู้ และการรู้จัก
21 ส.ค. 2552
ผมใช้เวลา 20 วัน เที่ยวท่องอยู่ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ก่อนเดินทางไป 2 ประเทศนี้ ผมมีความรู้สึกส่วนตัวว่า ฟิลิปปินส์น่าจะเป็นประเทศที่มีความเจริญ ความทันสมัย และสภาพทางสังคมดีกว่า ทั้งนี้ก็ด้วยข่าวคราวต่างๆ ซึ่งได้ยินได้ฟังจากสื่อมวลชนต่างประเทศ
จนเกิดมโนทัศน์ดังกล่าว แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วกลายเป็นสิ่งที่กลับตาลปัตรกัน เพราะขณะที่มะนิลาอยู่ในลักษณะที่ทรุดโทรม หม่นหมอง และซึมเซา จาการ์ตากลับสดใส คึกคัก และมีชีวิตชีวา ทั้งนี้ก็เป็นด้วยสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของประเทศทั้งสอง
เมื่อถามคนไทยถึงความรู้สึกที่คนอินโดนีเซียมีต่อคนไทย แทบทุกคนจะให้คำตอบตรงกันว่าคนอินโดนีเซียจะชอบคนไทย ชื่นชมความเจริญของไทย และเห็นว่าของอะไรที่มาจากเมืองไทยเป็นของดี เช่น ทุเรียนบางกอก ไก่ชนบางกอก แต่ยกเว้นเรื่องเดียวที่คนอินโดนีเซียไม่ค่อยจะชอบคือชาวประมงไทย เนื่องจากชอบลักลอบเข้ามาจับปลาในน่านน้ำของเขา
แต่ถ้าถามคนไทยถึงความรู้สึกของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อไทยบ้าง จะพบว่าคนฟิลิปปินส์ทั่วไปจะมีความรู้สึกเฉยๆ กับคนไทย แต่ที่น่าประหลาดใจคือนักการเมืองฟิลิปปินส์กลับมีทัศนคติในทางที่ไม่ค่อยดีนักกับประเทศไทย และนำมาเป็นเรื่องเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์เสมอเพื่อแสดงว่าประเทศของตนดีกว่าเมืองไทย ซึ่งวิเคราะห์กันว่าอาจจะเป็นด้วยนักการเมืองของฟิลิปปินส์มีความรู้สึกว่าบ้านเมืองของตนซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในอันดับต้นๆ ของเอเชีย แต่ปัจจุบันกลับตกอยู่ในสภาพถอยหลังเข้าคลองมาโดยลำดับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอาเซียนแล้ว ยังไงฟิลิปปินส์ก็ไม่มีทางที่จะไล่ทันสิงคโปร์ หรือมาเลเซียได้ อินโดนีเซียก็เปรียบเหมือนมวยคนละรุ่น ยังเหลือก็แต่ประเทศไทยที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันได้ แต่ประเทศไทยก็ยังมีความเจริญมากกว่า ทั้งๆ ที่สมัยก่อน ไทยยังต้องส่งคนไปเล่าเรียนวิชาการต่างๆ แม้กระทั่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ฟิลิปปินส์ แต่ปัจจุบันฟิลิปปินส์กลับต้องซื้อข้าวจากไทยไปบริโภค
ย้อนกลับมาที่อินโดนีเซียอีกที มีคนบอกผมว่าคนไทยมักจะรับฟังข่าวเกี่ยวกับอินโดนีเซียจากสำนักข่าวต่างประเทศ และก็เกิดทัศนคติว่าอินโดนีเซียคงเป็นประเทศที่ยากจนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย และขาดความปลอดภัย แต่ตามความเป็นจริงนั้น อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีคนร่ำรวยอยู่เป็นจำนวนมาก คิดอย่างคร่าวๆ ก็ในราว 15% ของจำนวนประชากร 200 กว่าล้านคน หรือประมาณ 30 ล้านคน และคนรวยที่ว่านี้ก็รวยกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และบินมาบินไประหว่างอินโดนีเซียกับสิงคโปร์เพื่อช็อปปิ้งหรือกินข้าวกลางวัน เหมือนกับคนกรุงเทพฯ ขึ้นรถไฟฟ้าไปสีลม โดยเฉพาะเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์
เมื่อผมถามว่าทำไมถึงไม่ไปโรงพยาบาลในเมืองไทยที่มีหมอเก่งๆ มากมาย บริการก็ดีเยี่ยม และราคาก็ถูกกว่าสิงคโปร์ ก็ได้รับคำตอบว่าเพราะที่สิงคโปร์ใช้ภาษาอังกฤษและภาษามาเลย์ที่สามารถสื่อสารกับคนอินโดนีเซียได้สะดวก แต่คนไทยไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษและภาษามาเลย์กัน อันนี้นับเป็นเรื่องน่าคิดสำหรับโรงพยาบาลของไทยที่อาจจะเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ภาษาอินโดนีเซียหรือมาเลย์เพื่อรองรับคนอินโดนีเซีย ซึ่งน่าจะเป็นลูกค้ารายใหญ่ได้ในอนาคต
การไปฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียคราวนี้ ทำให้ผมได้คิดว่า การใช้ความรู้สึกส่วนตัวประเมินสิ่งใดนั้น บางทีก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ได้เหมือนกัน และที่สำคัญก็คือความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น แทบไม่เพียงพอที่จะเรียกได้ว่า รู้จัก กันเลยล่ะครับ



