ข่าว

เกินพอเพียง

เกินพอเพียง

21 ส.ค. 2552

หลายสัปดาห์ก่อนโน้น ผมเคยเขียนวิพากษ์วิจารณ์ "โครงการชุมชนพอเพียง" ที่กำลังตกเป็นข่าวทุจริตอื้อฉาวอยู่ในเวลานี้

 ผมไม่ได้สนใจว่า จะทุจริตกี่โครงการ เพราะมันผิดมาตั้งแต่เริ่มคิดจะแปลงโฉม "เอสเอ็มแอล" มาเป็น "ชุมชนพอเพียง" แบบมักง่าย คือไม่มีการศึกษาทดลอง ไม่มีการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องแก่ชาวบ้าน

 คิดแบบนักการเมือง คิดแบบนักเลือกตั้ง คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เกิดผลงานอย่างรีบด่วน

 หากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตั้งใจจะทำโครงการยกระดับชีวิตชุมชน ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไยไม่คิดโครงการแบบยั่งยืน? ไยไม่เชื่อในศักยภาพของชุมชน?

 แนวคิดรวบยอดของโครงการชุมชนพอเพียง คือการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และใช้หมู่บ้านเป็นดั่ง "จุดระบายสินค้าสีเขียว" โดยการสั่งการจากบนลงล่าง

 เมื่อวางโครงสร้างไว้ดั่งนี้ ก็สนุกสิครับ! จึงเกิด "นายหน้าค้าโครงการ" มากมาย อันไม่ต่างจากยุคโครงการเอสเอ็มแอล และโครงการอยู่ดีมีสุข (รัฐบาลขิงแก่)

 ตอนนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ กำลังจะหา "แพะ" มาเซ่นสังเวยความโง่เขลาของนักการเมืองสายพันธุ์โบราณบานบุรี

 ปูมหลังของ สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ผอ.สพช.) ถูกสื่อมวลชนหลายสำนักถลกหนังอย่างแสบสัน 
 จะว่าไปแล้ว "คนอย่างสุมิท" มีเยอะในสังคมธุรกิจการเมืองไทย คนพวกนี้จะเข้าไปทำงานรับใช้นักการเมืองได้ทุกรัฐบาล

 ยามที่รัฐบาลเก่าล้มคว่ำคะมำหงาย คนพวกนี้ก็ย้ายก้นตัวเองไปทำงานรับใช้รัฐบาลใหม่ได้แบบเนียนๆ

 แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากเขียนถึง "สุมิท" คือโฆษณาชุมชนพอเพียง ที่มีวรรคขาย "ใครมีปัญญา มาแลกเอาเงินรัฐ" ซึ่งไม่ได้สื่อถึงแก่นแกนของเศรษฐกิจพอเพียงแม้แต่น้อย

 ตรงกันข้าม มันเป็นแนวคิดกระตุ้นบริโภคนิยม เหมือนสมัยหนึ่งที่ ผอ.เศรษฐกิจพอเพียงคนนี้ เคยรับบทที่ปรึกษาคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ยุค วิโรจน์ นวลแข เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว

 ด้วยเหตุที่ "วิโรจน์" ต้องการปรับภาพลักษณ์องค์กร ด้วยแนวคิด “ธนาคารที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจไทย ใกล้ชิดชุมชน” จึงมีการทำหนังโฆษณาชุด “เงินจะหมุนไป” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

 ผู้ที่คิดโฆษณาในปีนั้นก็คือ สุมิทนั่นเอง จึงไม่แปลกที่ "ใครมีปัญญา เอามาแลกเงินรัฐ" จะมีกลิ่นอายคล้าย "เงินกำลังจะหมุนไป.." 

 แม้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังปากกล้าบอกว่า จะเดินหน้าทำโครงการชุมชนพอเพียงต่อไป แต่หากไม่เชื่อว่า "มวลชนคือวีรชนที่แท้จริง" ก็จะทำผิดซ้ำซาก

 ที่สำคัญวรรคขายที่ว่า "ใครมีปัญญา เอามาแลกเงินรัฐ" มันดูถูกชาวบ้านชัดๆ ซึ่งแสดงว่า คนที่มาทำงานเรื่องนี้ ขาดความเข้าใจในแก่นแท้ของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 ขนาด มีชัย วีระไวทยะ เอ็นจีโอใหญ่ที่จับงานชุมชนมาอย่างยาวนาน ยังวิจารณ์ว่า รัฐบาลเดินมาผิดทาง!

 หากจะทำต่อ รัฐบาลต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนเข้าใจสิทธิของตนเอง และชุมชนต้องคิดเอง ต้องตัดสินใจเอง

 แต่ผมเชื่อว่า รัฐบาลคงหา "แพะ" มาเชือดสักสองสามคน แล้วก็เดินหน้าหาคะแนนเสียงต่อไปด้วยประชานิยมแบบโบราณนี้แหละ

 อย่างว่าแหละ นักเลือกตั้งไม่ว่าสายพันธุ์ฮาร์วาร์ด หรือออกซ์ฟอร์ด ก็คิดถึงแต่การเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น

 แคน สาริกา