ข่าว

จาก"ส.ป.ก.4-01"ถึง"ชุมชนพอเพียง"

จาก"ส.ป.ก.4-01"ถึง"ชุมชนพอเพียง"

21 ส.ค. 2552

ดูท่าทาง "โครงการทุจริตชุมชนพอเพียง ของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน" (สพช.) คงเป็นมหากาพย์เรื่องยาวไปจนกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพ้นจากอำนาจ เพราะฝ่ายค้านได้ประกาศจองกฐินเตรียมนำเรื่องนี้ไป "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แม้ว่า "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" รองนายกรัฐมนตรี จะแถลงลาออกจากตำแหน่ง "ประธานกรรมการบริหารโครงการ" โดยเสนอให้ "มีชัย วีระไวทยะ" รองประธานขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยอ้างเหตุผลของการลาออก เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในกระบวนการตรวจสอบ และเพื่อเป็นบรรทัดฐานของนักการเมือง ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของสังคม

 "มีชัย วีระไวทยะ" ในฐานะรองประธานโครงการ เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมากระบวนการทำงานโครงการชุมชนพอเพียงเดินมาผิดทาง รัฐบาลต้องตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าไปยัดเงินใส่มือประชาชนเพียงอย่างเดียว

 นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบโครงการไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่อยู่ที่จะทำอย่างไรให้ชุมชนเข้าเรื่องความเข้มแข็งและการพัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน

 ล่าสุดน้องชายกอร์ปศักดิ์ "ประโภชฌ์ สภาวสุ" ซึ่งถูกจับจ้องจากสังคมเป็นพิเศษตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง "รองผู้อำนวยการ สพช." ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยอ้างว่าเพื่อให้การตรวจสอบเกิดความโปร่งใส และเกิดความคล่องตัว

 การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของพี่น้องคงไม่เกิดประโยชน์เท่าใดนัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการชุมชนพอเพียงคือขณะนี้ได้เกิดความเสียหายและมีกระแสข่าวการทุจริตขึ้นแล้ว!

 จึงไม่แปลกที่ "ฝ่ายค้าน" และ "ส.ว." จะออกมาเรียกร้องให้ "กอร์ปศักดิ์" แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" และเปิดให้มีการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

 เพราะคำสั่งชะลอโครงการทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตในโครงการดังกล่าว การตัดสินใจของกอร์ปศักดิ์จึงถูกมองว่าช้าเกินไป

 เมื่อเริ่มมีข่าวการทุจริต "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สั่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีชุมชนพอเพียง" โดยมี "เจริญ คันธวงศ์" ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน

 ผลการสอบพบว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการดังกล่าวจริง โดยเฉพาะโครงการที่ซื้อตู้หยอดน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) และเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ชุมชนต่างๆ ใน กทม. โดยมีการทุจริตเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การอนุมัติเอาสินค้าเข้าโครงการ แล้วก็พบว่ามีเพียงบริษัทเดียวไม่มีบริษัทคู่แข่งจึงง่ายต่อการเสนอตั้งราคาขึ้นมาเอง และพบว่าราคาสูงเกินกว่าท้องตลาด

 ที่สำคัญจากการตรวจสอบมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็น "ส.ข." และสมาชิกพรรคมากกว่า "3 คน" เข้าไปเกี่ยวข้อง !

 ซึ่งในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีชุมชนพอเพียง" จะสรุปผลการตรวจสอบเสนอต่อ "อภิสิทธิ์" ในฐานะหัวหน้าพรรค และจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเรื่องนี้

 การที่ "อภิสิทธิ์" สั่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" ในเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นการแสดงความโปร่งใสไม่ต้องการให้สังคมปกป้องคนผิด เนื่องจากโครงการนี้เดิมทีหวังจะเป็นผลงาน "ชิ้นโบแดง" ของพรรค

 แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นผลงาน "ชิ้นโบดำ" มากกว่า

 เนื่องจากลักษณะของโครงการไม่ต่างจาก "โครงการเอสเอ็มแอล" ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ให้เงินกินเปล่าโดยไม่ต้องคืนเงินให้รัฐ เพียงแต่เขียนโครงการเข้ามาขอเงินไปทำเท่านั้น

 เข้าตำรา "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"

 ท้ายที่สุดคงต้องดูว่า "ปม" ที่พรรคประชาธิปัตย์ผูกไว้เองจะแก้อย่างไรไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและจะทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยกับกรณี ส.ป.ก.4-01 ในยุคที่ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล

 สมถวิล เทพสวัสดิ์