
อภิสิทธิ์ชื่นชมสสส.รณรงค์เรื่องเหล้า-บุหรี่-อุบัติหตุได้ผล
"นายก" ชื่นชมสสส.รณรงค์ เรื่องเหล้า-บุหรี่-อุบัติหตุ ได้ผล แนะแผนอีก 3 ปีข้างจะต้องเดินเครื่องให้หนักขึ้น พร้อมระบุปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจะส่งผลต่อสุขภาพของคนไทยด้วย
(20ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังโรงเเรมสยาม ซิตี้ เพื่อเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการและให้นโยบายจัดทำแผนหลัก ประจำปี 2553-2555 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการจัดทำแผนหลักเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยให้ดำเนินการปรับปรุงทุกปี (rolling plan) และให้ผู้จัดการกองทุนเสนอแผนหลักต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อขอความเห็นชอบก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมของทุกปี โดยมีผู้ร่วมประชุมประกอบด้วย คณะกรรมการกองทุนและที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหารแผน ผู้แทนคณะกรรมการและอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีรัตน์ รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ได้กล่าวรายงานถึงนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ประจำปี 2553-2555 ทั้ง 6 ด้าน ที่คณะกรรมการกองทุนฯได้มีมติไว้ในคราวการประชุมครั้งที่ 5 และครั้งที่ 6 วันที่ 15 พฤษภาคมและวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ดังนี้ 1. ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ 4 มิติ เพื่อให้เกิดความสมดุล โดยควรปรับปรุงแผนต่าง ๆ ให้มีเนื้อหาสมดุลมากยิ่งขึ้นกว่าแผนหลัก ฉบับปัจจุบัน 2. ปรับแผนหลักทุกแผนเพื่อสนับสนุนแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในกรอบภารกิจของ สสส. ตามยุทธศาสตร์ที่นำเสนอ 3. ปรับในภาพรวมของแผนโดยให้การบูรณาการมีการดำเนินการต่ออย่างต่อเนื่องโดยพัฒนาขึ้นจากบทเรียนในปีที่ผ่านมา ตลอดจนให้พิจารณามิติของการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความยั่งยืนผนวกเข้ากับแผนด้านต่าง ๆ ด้วย 4. ยกระดับหรือให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นสำหรับประเด็นวิกฤตทางสังคม การปฏิรูปประเทศไทย สุขภาวะทางเพศ ผู้สูงอายุฯ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย โดยปรับปรุงจากงานเดิมหรือพัฒนาขึ้นเป็นแผนงานใหม่ 5. ให้สรุปงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ ปรับปรุงระบบการจัดการความรู้เพื่อขยายผล เผยแพร่และประเมินผล โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เพื่อรองรับการประเมิน สสส. ครบรอบ 10 ปี และการพัฒนาแผนระยะยาว ( 10 ปี) ต่อไป และ6) ให้ทำหลักการเรื่องปัจจัยทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (Social Determinants of Health: SDH) มาใช้ในการปรับแผนหลักตามความเหมาะสม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อที่จะใช้จัดทำแผนหลัก ปี 2553-2555 ซึ่งที่ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีรัตน์ รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ได้สรุป ก็เป็นมติของคณะกรรมการกองทุนฯ เมื่อการประชุมเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน ที่ผ่านมา โดย 6 ด้านดังกล่าวจะเป็นนโยบายสำหรับใช้ในการปรับปรุงแผนหลักต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า มีประเด็นที่อยากจะนำเสนอเพิ่มเติมเล็กน้อย จากนั้นคงจะเป็นหน้าที่ของทุกคน ในการที่จะทำงานกันตรงนี้ต่อไป โดยประเด็นแรกที่อยากจะเรียน คือ การกำหนดแนวทางในเรื่องของการปรับปรุงแผนหลัก จะต้องพิจารณาประกอบกัน 2 ส่วน ระหว่างการทำงานที่ผ่านมา กับการประเมินสถานการณ์ สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 3 ปี ข้างหน้า ซึ่งในส่วนแรก คิดว่าได้เห็นความสำเร็จหรือความก้าวหน้าของการทำงานในหลาย ๆ ส่วน เช่น เรื่องการรณรงค์ เกี่ยวกับเรื่องบุหรี่ เหล้า และเรื่องอุบัติเหตุ โดยความสำเร็จที่ว่า คือ ตัวเลขต่าง ๆ ดีขึ้น แต่ถามว่าดีขึ้นถึงในระดับที่เป็นมาตรฐานที่พึ่งพอใจหรือยัง ก็ต้องตอบว่ายัง เพราะฉะนั้นความสำคัญส่วนหนึ่งคือต้องไม่ปล่อยให้งานที่ทำมาไขว่เขวไป หรือหมดพลังลงไป ดังนั้นต้องสานต่องานเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เรียกว่าพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนที่จะต้องมีการดำเนินการ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ประเด็นที่สอง ในแง่ของการประเมินสถานการณ์ในช่วง 3 ปี ข้างหน้า มีหลายปัจจัยที่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบการพิจารณา เช่น เรื่องของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งต้องบอกว่าวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคุณภาพชีวิต สังคม ส่วนในบางครั้งที่มีหลายคนมองปัญหาเศรษฐกิจกับปัญหาสังคมแยกจากกัน หรือบางทีมองว่าการแก้ปัญหาเรื่องหนึ่ง จะต้องไปส่งผลในทางลบต่ออีกเรื่องหนึ่งนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะถ้าดูภาพรวมของการพัฒนาไม่ว่าที่ไหน ถ้าการพัฒนาเศรษฐกิจไปได้ดี ปัญหาสังคมก็แก้ไขได้ง่าย ในทางกลับกันถ้าการแก้ปัญหาสังคมทำให้สังคมมีความเข้มแข็ง เศรษฐกิจก็จะมีขีดความสามารถในการเติบโต และพัฒนาเช่นเดียวกัน
" เพราะฉะนั้นสิ่งที่คาดได้ คือ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จะต้องมีผลกระทบในทางลบต่อคุณภาพชีวิต และต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ใช้คำกว้าง ๆ ว่า มีภูมิคุ้มกันค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตามที่อยากจะย้ำก็คือว่า สถานการณ์นี้น่าจะรุนแรงที่สุดก็คือจริง ๆ แล้วคือช่วงปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงอาจจะต้นปีหน้า เพราะว่าวิกฤตรอบนี้ ก็ไม่ได้มาจากความอ่อนแอพื้นฐานที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจเรา แต่มาจากข้างนอก ซึ่งเมื่อเกิดมาจากข้างนอก เราได้รับผลกระทบแรงมากในช่วงประมาณ 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงว่าจะมีการปรับตัวปรับฐานลงมาในเรื่องส่งออก ในเรื่องท่องเที่ยว หรือในเรื่องการลงทุน หรือเงินทุนที่ไหลเข้ามาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าจะเป็น ข่าวดี คือ ขณะนี้ ตัวเลขในช่วง 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา บ่งบอกว่าจุดที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราดูอัตราการเลิกจ้าง การใช้กำลังการผลิต และดัชนีต่าง ๆ ถ้าเทียบปีต่อปี ยังแย่อยู่ แต่ถ้าเทียบเดือนต่อเดือน หรือไตรมาสต่อไตรมาส ขณะนี้สัญญาณส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมดก็ไปในทางบวกค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นโดยลำดับ ซึ่งที่พูดคงไม่ได้หมายความว่า ทำให้เราตายใจหรือไปประมาท" นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวการปรับแผนเพื่อจะมารองรับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ว่า ยังมีความจำเป็น และที่ต้องย้ำ คือ ถึงพูดว่าตกต่ำและฟื้นแล้ว ข้อเท็จจริงคือไม่ได้กลับไปเหมือนเดิม โดยจะมีคนจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะเสียรายได้ เสียอาชีพ ซึ่งเวลาเศรษฐกิจฟื้นเขาไม่ได้สามารถกลับเข้าไปได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญในการที่จะดูแล ทั้งนี้ถ้ามองไปถึงปี 2555 ต้องมองว่าปัญหาเศรษฐกิจอื่น หรือผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจอื่น ๆ จะกลับมา ไม่ใช่เฉพาะเรื่องวิกฤตเท่านั้น แต่เรื่องปัญหาพลังงาน อาหาร ฯลฯ จะมีประเด็นที่มีผลกระทบต่อการทำงานของทุกคนด้วย เพราะฉะนั้นต้องเตรียมไว้ทั้งสองส่วน อย่าไปมองเพียงด้านใด ด้านเดียว และคงจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับงานทางด้านอื่น ๆ ด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นถึงความเปลี่ยนที่รัฐบาลกำลังพยายามจะผลักดันในช่วง 3 ปี ข้างหน้า นอกจากเรื่องของการแก้ปัญหาวิฤตเศรษฐกิจเศรษฐกิจ คือการปรับระบบโครงสร้าง และแนวทางการทำงานของรัฐบาล ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ และที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่พื้นฐาน โดยระบบสวัสดิการที่กำลังจะต้องมีการปรับปรุง ซึ่งรวมไปถึงระบบประกันสุขภาพ ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เช่น รัฐบาลตั้งใจจะนำคู่สมรสและบุตร ของคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ไปเข้าระบบประกันสังคม โดยถอดออกจากระบบประกันสุขภาพใหญ่ เป็นต้น
" เรากำลังจะพูดถึงเรื่องของการเสริมระบบสวัสดิการชุมชมเข้ามา อย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐจะผลักดันในเรื่องของการสมทบเงินเข้าไปกับสวัสดิการชุมชนที่มีความเข้มแข็ง และพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้มาระยะหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งจะมีผลเปลี่ยนแปลงพอสมควรในแง่ของการดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้สิ่งที่อาจจะไม่ใช่เกี่ยวข้องกับระบบสวัสดิการโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการเรื่องของสินค้าเกษตรทั้งหมด ก็จะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้ รัฐบาลกำลังจะนำหลักของระบบประกันภัย หรือระบบประกันเข้ามาจับในเรื่องต่าง ๆ ด้วยเหตุผลคือเป็นระบบซึ่งทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึง ทั้งความเสี่ยงและการมีส่วนร่วมของตัวเอง และเป็นมาตรการในการที่จะลดผลกระทบจากความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งผมถือว่าเป็น ภัยคุกคามก็ว่าได้ ที่ใหญ่ที่สุดของโลกยุคปัจจุบัน ก็คือความเปลี่ยนแปลงกับความผันผวนที่มาโดยบางครั้งไม่คาดฝัน" นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตรงนี้น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำมาใช้ในการพิจารณาประกอบการปรับปรุงแผนหลัก ส่วนประเด็นที่จะถูกยกระดับขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นวิกฤต ที่จะต้องมาดูแล เช่น เรื่องของปัญหาสุขภาวะทางเพศ ซึ่งขณะนี้เรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ และต่อเนื่องไปจนถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถาบันครอบครัวโดยรวม ตรงนี้จะเป็นปัญหาที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและใหญ่มาก ดังนั้นต้องใช้การระดมกำลังและรณรงค์ ตลอดจนสร้างความเข้าใจ เหมือนกับที่ดำเนินการเรื่องของเหล้าและบุหรี่ นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณี ไข้หวัด 2009 ก็เป็นอีกตัวอย่างที่เตือนเราหลายเรื่อง ซึ่งสังคมต้องเรียนรู้ในการตั้งรับในเรื่องดังกล่าวด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ คิดว่าน่าจะนำมาระดมความคิดเห็นกันในการที่จะเดินหน้าจัดทำแผนหลักต่อไป



